หัวใจของเฉินเสวี่ยกระตุกวูบ เธอคงบอกไม่ได้หรอกว่าเนื้อพวกนี้หวังเอ่อร์โหงวยัดเยียดให้ด้วยวิธีหน้าด้าน แถมยังโกหกว่าแม่เป็นคนฝากมาให้
ถ้าพูดออกไป พ่อแม่ต้องเป็นห่วงแน่ ไม่แน่อาจถึงขั้นไปเอาเรื่องหวังเอ่อร์โหงว พอเรื่องบานปลายขึ้นมา ก็มีแต่จะทำให้คนอื่นเอาไปนินทากันมากกว่าเดิม
“พ่อ แม่ หนูทำงานอยู่โรงเรียนอนุบาล ได้เงินเดือนเดือนละ 12 หยวนไม่ใช่เหรอ พอเห็นคนอื่นซื้อเนื้อกันเยอะ หนูเลยไปเบิกเงินที่สำนักงานหมู่บ้านมาก่อน 3 หยวน บ้านเราจะได้กินดีขึ้นหน่อยไง!”
เฉินเสวี่ยหาข้ออ้างแบบขอไปที ไม่กล้าสบตาพ่อแม่ กลัวจะเผลอพูดถึงหวังเอ่อร์โหงว กลัวพวกเขาสงสัยว่าเธอกับเขามีอะไรเกี่ยวข้องกัน
“เสวี่ยเอ๋อร์ เงินเดือนลูกอย่าเอาไปใช้สุรุ่ยสุร่ายสิ พี่ชายลูกยังไม่ได้แต่งงานเลย ครอบครัวเราต้องคิดเผื่อพี่ชายให้มากหน่อย!” แม่เริ่มอบรมเฉินเสวี่ย
“โธ่ แม่ เด็กมันมีน้ำใจ อย่าไปดุลูกเลย” พ่อรีบช่วยไกล่เกลี่ย อย่างไรเสียครอบครัวเขาก็ไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว
เฉินเสวี่ยก้มหน้า แต่ในใจด่าหวังเอ่อร์โหงวไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันรอบ
“แม่ หนูรู้ว่าที่บ้านลำบาก ต่อไปหนูจะประหยัดเงินให้มากกว่านี้”
เธอตอบเสียงเบา ไม่กล้าพูดอะไรต่ออีกสักคำ กลัวพูดมากแล้วจะหลุดพิรุธให้พ่อแม่จับได้
แม่ของเฉินเสวี่ยถอนหายใจ มองเนื้อบนเขียง ก่อนใจอ่อนลงในที่สุด “เอาเถอะ ๆ ซื้อมาแล้ว คืนนี้ก็เอาไปตุ๋นกินกัน
พ่อแกอยากกินเนื้อมานานแล้ว แกก็กินบำรุงร่างกายด้วย สอนหนังสือเหนื่อยจะตาย”
