เรื่องกักตุนของนี่ อวี๋เซี่ยไม่ค่อยถนัดนัก นึกอยากซื้ออะไรก็ซื้อไปเรื่อย
ของที่มีมากที่สุดในบ้านเธอคือกระดาษชำระ ทั้งหมดได้มาจากการไล่เก็บโปรโมชันลดราคา
ผ้าอนามัยก็มีอยู่สองลัง เป็นของที่ซื้อช่วงลดราคาวันสตรี เธอกลัวว่าจะหมดอายุ เลยไม่ได้ซื้อไว้เยอะ
อวี๋เซี่ยตั้งใจจะกักตุนอาหารเพิ่มอีกหน่อย
เพราะต้องไปทำงาน อวี๋เซี่ยจึงสั่งอาหารมากินแทบทุกมื้อ อาหารกับขนมที่มีอยู่ในบ้านก็กินได้แค่ไม่กี่วัน
บอกว่าจะกักตุนอาหารเพิ่ม แต่เอาเข้าจริงก็เก็บได้ไม่มากนัก เพราะบ้านเช่าของเธอไม่ได้ใหญ่โตอะไร ถ้าซื้อมาเยอะเกินไป เกิดวันสิ้นโลกไม่มาจริง ๆ เธอก็กลัวว่าจะวางทิ้งไว้จนหมดอายุ
อวี๋เซี่ยคิดว่าเธอจำเป็นต้องมีมิติหยุดเวลาแบบในนิยาย ถ้ามีแบบนั้น ต่อให้กักตุนไว้มากแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวของหมดอายุ
พอนึกถึงสกิลข้ามมิติแบบสุ่มของตัวเอง อวี๋เซี่ยก็อธิษฐานอย่างเลื่อมใสว่า “ผู้ศรัทธาขอคุกเข่าวิงวอนเทพยดาทั้งหลาย ณ ที่นี้ โปรดประทานสกิลมิติให้ฉันด้วยเถิด...”
หลังจากพึมพำอยู่พักใหญ่ อวี๋เซี่ยก็เริ่มกดสั่งซื้อของออนไลน์รัว ๆ
น้ำดื่มบรรจุขวดห้าลัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสามลัง โจ๊กธัญพืชแปดชนิดสองลัง ไส้กรอกแฮมสองลัง นมสองลัง บิสกิตอัดแท่ง อาหารกระป๋อง ผักอบแห้ง...
ยังมีของจิปาถะอีกหลายอย่างที่อวี๋เซี่ยคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ เธอก็ซื้อมาเหมือนกัน
พอตั้งสติได้ อวี๋เซี่ยก็คร่ำครวญว่า “สวรรค์ ฉันบ้าไปแล้วหรือไง ทำไมถึงซื้อมาเยอะขนาดนี้?!”
อวี๋เซี่ยจ้องของที่สั่งซื้อไป แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กดยกเลิก
ไม่ว่าอย่างไร ก็ควรมีสำนึกระแวดระวังภัยไว้บ้าง
เผื่อวันสิ้นโลกมาจริง ๆ ล่ะ?
ถึงจะไม่เกิดขึ้น อย่างมากต่อไปเธอก็กินมื้อเช้ากับมื้อเย็นที่บ้าน
อาจจะเสียเงินไปบ้าง แต่เธอมีพลังพิเศษอยู่นี่นา
พอปลอบใจตัวเองได้แล้ว อวี๋เซี่ยก็เตรียมล้างหน้าแปรงฟันไปทำงาน
เมื่อครู่ตอนกำลังกดซื้อของอย่างเมามัน เวลาผ่านไปเร็วมาก ตอนนี้หกโมงแล้ว
วันนี้อวี๋เซี่ยเสียเงินไปไม่น้อย พูดยังไงเธอก็จะไม่เรียกรถอีกเด็ดขาด
บนรถไฟใต้ดิน อวี๋เซี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
วันนี้รถไฟใต้ดินมีกลิ่นปะปนกันหลายอย่าง ชวนให้คลื่นไส้ไม่น้อย
อวี๋เซี่ยรู้สึกว่าประสาทรับกลิ่นของตัวเองดีกว่าแต่ก่อนนิดหน่อย ไม่ได้ดีขึ้นจนน่าตกใจ แต่พอนั่งรถไฟใต้ดินก็สัมผัสได้ชัดเจนเป็นพิเศษ
พอนึกถึงเมื่อคืนที่เธอข้ามมิติไปเป็นยุง ถึงจะไม่ได้มีชีวิตอยู่จน “สิ้นอายุขัย” แต่อย่างไรก็อยู่ได้นานกว่าตอนเป็นวัชพืช
คงเป็นเพราะเรื่องนั้น
ถึงจะไม่มีสกิล แต่ก็ดีต่อร่างกายของเธอในหลาย ๆ ด้าน
อวี๋เซี่ยคิดว่า ถ้ามีหน้าต่างค่าสถานะ ระบบข้อมูลแต่ละด้านของเธอหลังข้ามมิติแบบสุ่มคงแสดงว่า ความแข็งแกร่งร่างกาย +1 ประสาทรับกลิ่น +2
ดูท่าถึงไม่มีสกิลก็ยังมีข้อดีเหมือนกันนะ
อวี๋เซี่ยยิ่งตั้งตารอการข้ามมิติมากขึ้น
ไม่รู้ว่าคืนนี้เธอจะข้ามไปเป็นอะไร
ก่อนค่ำมาถึง อวี๋เซี่ยยังต้องไปทำงาน แถมต้องรับมือกับเจ้านายอีกนิดหน่อย
ตอนอวี๋เซี่ยไปถึง เสี่ยวจ้าวที่นั่งข้าง ๆ มาถึงแล้ว
พอเห็นอวี๋เซี่ย เสี่ยวจ้าวก็ขยับเข้ามาใกล้ ลดเสียงถามว่า “คิดเหตุผลที่จะเลิกงานก่อนเวลาเมื่อวานได้หรือยัง?”
อวี๋เซี่ยพยักหน้า “คิดได้แล้ว”
เสี่ยวจ้าวทำท่าเหมือนโล่งอก “งั้นก็ดี คราวนี้เธอเลิกงานได้ราบรื่น คนที่ก่อนหน้านี้โดนตาแก่นั่นจับได้ตอนเลิกงานคงไม่พอใจ ไม่แน่อาจเอาเรื่องไปฟ้องก็ได้”
อวี๋เซี่ยก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับคำพูดของเสี่ยวจ้าวจริง ๆ
“ก็ไม่แน่หรอก เมื่อวานหลังฉันกลับไปแล้ว ตาแก่นั่นเดินตรวจงานมาเห็นที่นั่งฉันว่างอยู่พอดี แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร อย่างมากก็โดนพูดไม่กี่คำ ไม่ถึงกับหักเงินเดือนสักหน่อย”
เสี่ยวจ้าวมองอวี๋เซี่ยอย่างแปลกใจอยู่หลายที “ฉันเพิ่งสังเกตนะว่าช่วงนี้เธอใจกล้าขึ้นเยอะเลย”
อวี๋เซี่ยยิ้มให้เสี่ยวจ้าวอย่างอารมณ์ดี “จู่ ๆ ก็คิดได้ ทำแบบเดิมมันเหนื่อยจะตาย คนเราก็ควรใช้ชีวิตให้สบายใจหน่อย”
เสี่ยวจ้าวเห็นด้วยสุด ๆ “นั่นสิ เมื่อก่อนเธอใช้ชีวิตเหนื่อยจะตาย ตอนนี้แบบนี้ดีจะตายไป”
อวี๋เซี่ยไม่คิดว่าเมื่อก่อนตัวเองใช้ชีวิตเหนื่อยอะไรนัก จึงส่งเสียงอือออตอบไปอย่างขอไปที
ทั้งสองคุยเล่นกันอีกสองสามประโยค พอคนทยอยมาถึงมากขึ้นก็หยุดคุย
พอถึงเวลาเข้างาน เจ้านายก็เดินมาหาอวี๋เซี่ยแล้วพูดว่า “เสี่ยวอวี๋ มาที่ห้องทำงานฉันหน่อย”
อวี๋เซี่ยเดินตามเจ้านายไปที่ห้องทำงาน
“เสี่ยวอวี๋ เมื่อวานเธอมีธุระด่วนอะไรหรือเปล่า ตอนกลับก็ไม่เห็นบอกฉันสักคำ ฉันบอกเธอเลยนะ ทำแบบนี้ไม่ได้นะ...”
เจ้านายบ่นพึมพำ อวี๋เซี่ยฟังหูซ้ายทะลุหูขวา
ที่จริงสภาพจิตใจของอวี๋เซี่ยค่อนข้างดี เพียงแต่เธอไม่ชอบเรื่องยุ่งยากและไม่อยากเป็นจุดสนใจ จึงไม่เคยทำอะไรนอกกรอบ เอาแต่ทำตามคนส่วนใหญ่
ตอนนี้ลองคิดดูแล้ว ไม่ทำตามคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่นา
“เสี่ยวอวี๋ ต่อไปห้ามกลับไปโดยไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้อีกนะ มีธุระอะไรก็บอกฉันก่อน ฉันไม่ได้ห้ามเธอกลับสักหน่อย...”
อวี๋เซี่ยก้มหน้าทำท่าเชื่อฟัง “ค่ะ เจ้านาย เมื่อวานฉันรีบร้อนไปหน่อย ต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีกแน่นอนค่ะ”
เจ้านายพยักหน้า สีหน้าเผยความพึงพอใจเล็กน้อย “รู้ก็ดีแล้ว ที่ผ่านมาฉันเห็นความพยายามของเธอมาตลอด ถ้าที่บ้านมีธุระด่วนก็เข้าใจได้ กลับไปตั้งใจทำงานเถอะ”
อวี๋เซี่ยหมุนตัวเดินออกไป
พอกลับมาถึงโต๊ะ เสี่ยวจ้าวก็ขยับเข้ามาถาม “ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
อวี๋เซี่ยตอบว่า “ไม่มีอะไร ก็เรื่องเดิม ๆ นั่นแหละ”
เจ้านายของพวกเธอจะว่าร้ายก็ไม่ถึงกับร้าย จะว่าดีก็ไม่เชิง เป็นนายทุน แถมยังสนับสนุนให้ทำงานล่วงเวลา ยังไงก็เรียกว่าคนดีไม่ได้
แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แค่เรื่องมากและชอบจู้จี้ มีเรื่องอะไรก็ชอบเทศนาพร่ำเพรื่อ ฟังจนหูแทบเป็นตาปลา
เหตุผลสำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่เพื่อนร่วมงานไม่ชอบคุยกับเจ้านายต่อหน้าก็คือ คำพูดของเจ้านายแทบจะมีฤทธิ์เหมือนเพลงกล่อมเด็ก
เช้า กลางวัน เย็น ไม่ว่าจะได้ยินเขาพูดยืดยาวตอนไหน ก็อดง่วงไม่ได้
ง่วงแล้วยังต้องโดนเจ้านายว่า ใครจะทนไหว?
เมื่อก่อนอวี๋เซี่ยก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน เพราะตอนนั้นเธอทำงานแบบซังกะตาย ยังไงก็ต้องง่วงแน่
แต่ตอนนี้น่ะหรือ อวี๋เซี่ยไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น
เธอกระปรี้กระเปร่าจะแย่ วิชาสะกดจิตของเจ้านายใช้กับเธอไม่ได้ผลเลย ฮิ ๆ :-P
*
หลังทำงานมาทั้งวันแล้วกลับถึงบ้าน อวี๋เซี่ยก็ยังคงมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ
อวี๋เซี่ยเริ่มตั้งตารอแล้วว่าคืนนี้จะข้ามมิติไปเป็นอะไร
อาบน้ำเสร็จแล้วนอนเลย!
พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง อวี๋เซี่ยก็พบว่าตัวเองเหมือนจะอยู่ในดิน??
ด้านบนมีรูเล็ก ๆ อยู่ด้วย ข้างนอกน่าจะกำลังฝนตก ดินถึงได้ชื้น
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน? เธอข้ามมิติไปเป็นอะไรเนี่ย?
อวี๋เซี่ยงุนงงเล็กน้อย แต่ไม่ได้คิดจะออกไป
เธอขยับร่างกายดู มีทั้งขาและกรงเล็บ ตกลงเป็นตัวอะไรกันแน่?
อวี๋เซี่ยยังคิดไม่ออก ร่างกายก็เริ่มง่วงขึ้นมาแล้ว
พออวี๋เซี่ยหลับไปตื่นหนึ่ง ท้องฟ้าก็มืดแล้ว
อวี๋เซี่ยขดตัวอยู่ในรูเล็ก ๆ แห่งนี้ ร่างกายเริ่มรับรู้แล้วว่าสามารถคลานออกไปได้
แต่พูดตามตรง อวี๋เซี่ยไม่อยากคลานออกไป
เธอรู้แล้วว่าตัวเองข้ามมิติไปเป็นอะไร
อวี๋เซี่ยตัดสินใจรออีกหน่อย รอให้ดึกกว่านี้จนคนหลับกันหมดแล้วค่อยคลานออกไป
แต่คนจับจักจั่นวัยอ่อนไม่จำเป็นต้องรอให้พวกมันคลานออกมาหรอก
อวี๋เซี่ยขดตัวอยู่ในรูแล้วแท้ ๆ ก็ยังหนีชะตากรรมอันสิ้นหวังที่ถูกคนควักออกมาจากรูไม่พ้น
เบียดอยู่กับพี่น้องตัวอื่น ๆ อวี๋เซี่ยแทบอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้วไหม?
“เอาแต่กิน ๆ ๆ รู้จักแต่กิน ฮือ ๆ ไว้ชีวิตฉันสักตัวเถอะ ไอ้พวกบ้า!”