แรงสั่นสะเทือนราวกับฟ้าถล่มดินทลายครั้งนี้กินเวลานานกว่าสองนาทีเต็ม
แรงสั่นใต้ฝ่าเท้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากการโคลงเคลงรุนแรงราวภูเขาถล่มทะเลคลั่งเป็นแรงสั่นสะเทือนยิบย่อยที่หลงเหลืออยู่ โยกไหวเบา ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนคลื่นระลอกท้ายที่ยังไม่สงบ ก่อนจะค่อย ๆ เงียบลง
ลานโล่งกว้างของจุดพักพิงมีผู้คนยืนเบียดเสียดกันแน่น ทุกคนยังไม่หายตื่นตระหนกจากเหตุการณ์เมื่อครู่
ลมพัดพากลิ่นฝุ่นดินที่ชวนสำลักปะปนกับกลิ่นดินคาวจากดินถล่มบนภูเขาที่อยู่ไกลออกไป จนเส้นผมและไหล่ของทุกคนมีฝุ่นสีเทาเกาะอยู่บาง ๆ
ผู้คนหอบหายใจเฮือกใหญ่ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนัก ในหูยังมีเสียงอื้ออึง เหลือเพียงเสียงบ้านเรือนพังถล่มกับเสียงภูเขาคำรามจากเมื่อครู่ก้องค้างอยู่
บางคนหน้าซีดเผือด ริมฝีปากไร้สีเลือด ยืนเหม่ออยู่นานกว่าจะตั้งสติได้ ปลายนิ้วยังสั่นไม่หยุด
บางคนกอดลูกที่อยู่ในอ้อมแขนแน่น กดศีรษะลูกไว้กับไหล่ตัวเอง ดวงตาแดงก่ำ มืออีกข้างกำแขนลูกไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือไปก็จะต้องสูญเสียลูก
ผู้สูงอายุบางคนใช้ไม้เท้าค้ำตัว หลังค่อมเล็กน้อย พลางมองไปทางอำเภอโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นสู่ท้องฟ้าจากที่ไกล ๆ พวกเขาก็เม้มปากแน่น ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความหวาดผวาที่ยังตกค้าง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาได้สักคำ
“แม่เจ้าโว้ย... แผ่นดินไหวจริง ๆ ด้วย...”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเปิดปากก่อน เสียงแหบพร่าและสั่นเครือ เจือความรู้สึกเหมือนคนที่เพิ่งรอดตายมาได้
ประโยคนั้นราวกับเปิดประตูเขื่อน เสียงสะอื้นและเสียงพูดคุยด้วยความหวาดกลัวก็ดังขึ้นระงมไปทั่วทันที
