พี่จื้อผิงเป็นปัญญาชนที่ถูกส่งลงชนบทเมื่อ 5 ปีก่อน และมาอาศัยอยู่ที่บ้านของพวกเธอ
ทุกวันเขาจะสวมกางเกงขายาวสีน้ำเงินกับเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดสะอ้าน
บนสันจมูกมีแว่นตากรอบดำ ไม่ว่าจะคุยกับใครก็ดูสุภาพอ่อนโยนเสมอ
มีเพียงคนแบบนี้เท่านั้นที่คู่ควรกับความชอบของเธอ
เมื่อนึกถึงเฉินจื้อผิง ใบหน้าของเจียงอวี้ฉินก็เผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
พ่อตามองทุกอย่างอยู่เงียบ ๆ ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
ลูกสาวตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจะไม่รู้ได้ยังไง?
แต่ว่า...
ปัญญาชนคนนั้นกลับเข้าเมืองไปตั้ง 3 ปีกว่าแล้ว ถ้าเขาคิดอะไรกับอวี้ฉินจริง ๆ จะปล่อยให้เวลาผ่านมาถึงตอนนี้โดยไม่กลับมาได้ยังไง
อีกอย่าง เขาเป็นคนเมือง จะมาชอบสาวชนบทอย่างอวี้ฉินได้ยังไง?
ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือ ต้องประคองสถานการณ์กับฉินเฟิงไว้ก่อน
“ลูกเขยเอ๊ย อย่าเพิ่งโกรธเลย อวี้ฉินลูกสาวคนนี้ถูกพวกเราสองตายายตามใจจนเสียคนไปแล้ว”
พ่อตาเก็บกล้องยาสูบที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา สูบเข้าไปลึก ๆ หนึ่งที “ให้แม่ยายแกไปคุยกับเธอดี ๆ เดี๋ยวก็เรียบร้อย พอกลับบ้านแล้วพวกแกก็ใช้ชีวิตคู่กันต่อ จะนอนด้วยกัน จะมีลูก ก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ”
“ใช่ ๆ”
แม่ยายร่วมวงเกลี้ยกล่อมด้วย “ลูกเขย ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันไปคุยกับเธอเอง ให้กลับไปนอนกับแก แล้วก็มีลูกกัน”
“แต่งงานกันมา 3 ปีแล้วยังไม่เคยนอนบนเตียงเตาเดียวกันเลย ถ้าคนอื่นรู้เข้าคงขายหน้าแย่”
ฉินเฟิงได้ยินเสียงแม่ยายพาเจียงอวี้ฉินเดินเข้าไปในห้องด้านใน พลางบ่นพึมพำไปตลอดทาง ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา
มีเมียอยู่แท้ ๆ แต่กลับต้องเป็น ‘พระ’ มาตั้ง 3 ปี จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารสชาติของผู้หญิงเป็นยังไง
ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป เจียงอวี้ฉินก็ขายหน้า แต่เขายิ่งขายหน้ากว่า
ห้องด้านใน
แม่ยายมองรอยนิ้วมือทั้งห้าบนใบหน้าเจียงอวี้ฉินแล้วก็ปวดใจ
แต่ที่มากกว่านั้นคือไม่เข้าใจ
“อวี้ฉิน บอกแม่มาสิ แต่งงานกันมา 3 ปีแล้ว ทำไมถึงไม่ยอมให้เขาแตะต้อง?”
“ลูกเขยดีกับแกแค่ไหน พวกเราก็เห็นกันหมด ตกลงแกทำแบบนี้ทำไม?”
พอพูดถึงเรื่องนี้ เจียงอวี้ฉินก็เต็มไปด้วยความน้อยใจ เธอมองออกไปนอกประตูอย่างขุ่นเคือง “แม่ไม่รู้อะไร เขามันก็แค่คนหยาบ ๆ ไม่รู้อะไรสักอย่าง แม้แต่หนังสือยังอ่านไม่ออกกี่ตัว แล้วก็... แล้วก็...”
เจียงอวี้ฉินก้มหน้า ลดเสียงลง “เขาน่ากลัวเกินไป ฉัน... ฉันกลัว”
น่ากลัวเหรอ?
แม่ยายชะงักไป เมื่อเห็นท่าทางเขินอายของลูกสาว แล้วนึกถึงร่างกำยำของฉินเฟิงก็เข้าใจขึ้นมาทันที
ใบหน้าเหี่ยวย่นพลันแดงก่ำ
ลูกสาวคนนี้ถูกพ่อตามใจจนเสียคนจริง ๆ แยกไม่ออกว่าอะไรดีอะไรไม่ดี
“อีกอย่าง เขาไม่มีทางหย่ากับฉันหรอก”
เจียงอวี้ฉินยิ้มอย่างได้ใจ “คนหยาบ ๆ อย่างเขา ถ้าฉันไม่ยอมแต่งด้วย ชาตินี้ก็ไม่มีวันได้เมียหรอก ยังจะคิดมีลูกอีก ฝันไปเถอะ”
“อีกอย่าง เขาแค่ขู่พวกแม่ ถ้าอยากหย่าจริงก็หย่าไปนานแล้ว จะรอจนถึงตอนนี้ทำไม?”
แม่ยายส่ายหน้า ลูบแก้มของเจียงอวี้ฉิน “แกนี่ไม่รู้ความเลย เรื่องระหว่างชายหญิงน่ะ เจ็บแค่ตอนแรก อดทนผ่านไปได้ เดี๋ยวก็เข้าใจรสชาติของมันเอง”
“ถุย!”
เจียงอวี้ฉินทำหน้าเหม็นเบื่อแล้วถ่มน้ำลาย “แม่ไม่ต้องพูดแล้ว ต่อให้ฉันตายก็ไม่มีวันยอมให้คนหยาบ ๆ อย่างเขามาแตะต้องฉันหรอก ฉัน... ในใจฉัน...”
แม่ยายมองเจียงอวี้ฉินแล้วพลันเข้าใจขึ้นมา จึงถามอย่างตกใจ “ที่แกไม่ยอมให้ฉินเฟิงแตะต้องมาตลอด เป็นเพราะปัญญาชนคนนั้นใช่ไหม?”
เจียงอวี้ฉินไม่ตอบ แม่ยายจะยังไม่เข้าใจอีกได้ยังไง?
เธอถอนหายใจอีกครั้ง “เด็กโง่เอ๊ย ทำไมถึงไม่รู้จักคิดบ้างเลย?”
เจียงอวี้ฉินไม่พอใจ
“ปัญญาชนคนนั้นจากไปตั้ง 3 ปีแล้ว ถ้าอยากกลับมาก็คงกลับมาตั้งนานแล้ว ป่านนี้ยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็น ก็แปลว่าเขาไม่ได้ชอบแกชัด ๆ แล้วจะรอเขาโง่ ๆ ไปทำไม?”
เจียงอวี้ฉินกลอกตาอย่างไม่สบอารมณ์ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่จื้อผิง ฉันแค่ไม่ชอบเขา ไม่ได้ชอบคนหยาบ ๆ อย่างนั้น ตัวก็ใหญ่เหมือนหอคอย ใครจะไปชอบลง?”
แม่จะไม่รู้ได้ยังไงว่าลูกสาวตัวเองเป็นคนแบบไหน
แม่ยายรู้ดีว่าต่อให้เกลี้ยกล่อมต่อไปก็คงไม่ได้ผลอะไร
มีแต่ต้องให้เธอคิดได้เอง
“เอาละ เก็บข้าวของแล้วรีบกลับบ้านกับลูกเขยเถอะ ผัวเมียทะเลาะกัน เดี๋ยวก็คืนดีกันบนเตียง ไป ๆ กลับไปแล้วใช้ชีวิตคู่กับลูกเขยดี ๆ สำคัญกว่าสิ่งอื่นทั้งนั้น”
เจียงอวี้ฉินฟังแม่บ่นจนทนไม่ไหว จึงผลักแม่ออกแล้วเดินออกมา
เธอมองฉินเฟิงอย่างรังเกียจ “ไอ้ไม่ได้เรื่อง รีบกลับบ้านไปซะ แกไม่อาย แต่ฉันอาย!”
พ่อตาหน้าบึ้ง กล้องยาสูบในมือยกขึ้นเตรียมจะฟาดเจียงอวี้ฉิน
“ฉันจะตีแกให้ตาย นังลูกอกตัญญูไม่รู้ความ! แต่งงานกันมา 3 ปีแล้วยังไม่นอนด้วยกัน ใคร ใครเป็นคนตามใจจนแกมีนิสัยเสียแบบนี้?”
“พ่อ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดหนู เขาไม่มีปัญญาเอง รู้จักแต่ฟ้องคนอื่น ไอ้ตัวน่าอาย! บอกไว้ก่อนนะ นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของหนูกับเขา พ่อกับแม่อย่ามายุ่งมากนัก”
เจียงอวี้ฉินเชิดคอ มองฉินเฟิงอย่างลำพองใจ “ถ้าเป็นลูกผู้ชายก็กลับบ้านกับฉัน ไม่งั้นก็ไม่ต้องกลับไปอีก ตายอยู่ข้างนอกไปเลย!”
พูดจบ เธอก็หันหลังเดินออกไปโดยไม่รอให้ฉินเฟิงตอบ
ฉินเฟิงรู้สึกเหมือนมีอะไรอัดแน่นอยู่ในอก หายใจก็ไม่ออก กลืนก็ไม่ลง จนอึดอัดไปหมด
พ่อตามองท่าทางอัดอั้นของลูกเขย แล้วสูบกล้องยาสูบแรง ๆ ก่อนพูดอย่างจริงจัง
“ลูกเขย เรื่องนี้ก็โทษอวี้ฉินทั้งหมดไม่ได้หรอก เรื่องบนเตียงน่ะ แกต้องอ่อนโยนหน่อย ค่อย ๆ ปลอบเธอ พอมีครั้งแรกก็จะมีครั้งที่สองเอง”
“นั่นสิ การหย่าไม่ใช่เรื่องพูดว่าจะหย่าก็หย่าได้ พอหายโกรธแล้วพวกแกก็ยังต้องใช้ชีวิตคู่กันต่อ ลูกเขย รีบกลับบ้านไปเถอะ ง้อเมียให้สำเร็จสำคัญกว่าสิ่งอื่นทั้งนั้น”
แม่ยายหยิบผ้าขาวมาพันแผลให้ฉินเฟิงอย่างสงสาร “ไปเถอะ กลับบ้านกัน”
เรื่องราวบานปลายมาถึงขนาดนี้ ฉินเฟิงก็หายโกรธไปบ้างแล้ว เขามองท้องฟ้ามืดสนิทด้านนอก สุดท้ายก็ยังอดห่วงเจียงอวี้ฉินที่กลับบ้านคนเดียวไม่ได้
เขาพยักหน้าให้ผู้เฒ่าทั้งสองอย่างรู้สึกผิด แล้วหมุนตัวก้าวขายาว ๆ วิ่งตามออกไป
แม่ยายเพิ่งถอนหายใจโล่งอก เมื่อเห็นร่างของเขาหายลับไปจนหมด “เด็กสองคนนี้ทำไมถึงทะเลาะกันจนเป็นแบบนี้ แล้วต่อไปจะทำยังไงดี?”
พ่อตาเคาะกล้องยาสูบ “อวี้ฉินยังติดต่อกับจื้อผิงที่อยู่ในเมืองอยู่ไหม?”
แม่ยายพยักหน้า “ใครจะไปรู้ล่ะ เด็กคนนี้ไม่เห็นบอกฉัน ฉันจะไปรู้ได้ยังไง?”
“พรุ่งนี้เธอตามไปดู ถ้ายังติดต่อกันอยู่ก็รีบตัดขาดให้หมด ถ้าลูกเขยรู้เรื่องนี้เข้า การหย่าครั้งนี้คงเลี่ยงไม่ได้แล้ว”
เฮ้อ...
ฉินเฟิงเป็นคนใช้แรงงานมาตลอด วิ่งตามไปไม่นานก็ทันเจียงอวี้ฉินที่กำลังเดินฉุนเฉียว
“ตามมาทำไม หรือแกจะตีฉันด้วยอีกคน?”
เจียงอวี้ฉินมองฉินเฟิงอย่างไม่สบอารมณ์ “บอกไว้ก่อนนะ ถ้าแกกล้าตีฉัน ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่!”
