การปรากฏตัวของจู้เจียเหยียนทำให้จู้ลิ่งอวี๋นอนไม่หลับทั้งคืน คิดนั่นนี่มากมาย
วันรุ่งขึ้นเป็นวันจันทร์ เธอมีเรียนวิชาเอกสี่คาบติดกันในตอนเช้า
เธอฝืนความง่วงลุกขึ้น เข้าไปในห้องเรียนวิชาเอกทันเวลาเป๊ะ
เธอเดินไปนั่งข้างเค่อซีและชุยชิ่น
เค่อซีมองเธออย่างสำรวจ ถามว่า “เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับเหรอ”
จู้ลิ่งอวี๋พยักหน้า
อาจารย์ก็เข้ามาพอดี
ปีนี้พวกเธออยู่ปีสอง เอกออกแบบผลิตภัณฑ์
หลังจากผ่านการฝึกวิชาพื้นฐานมาหนึ่งปี วิชาในเทอมนี้ก็เริ่มเน้นไปทางสายอาชีพอย่างชัดเจน
เมื่อจบวิชาเอกตลอดแปดสัปดาห์นี้แล้ว ต้องส่งงานส่งท้ายเป็นกลุ่ม จู้ลิ่งอวี๋อยู่กลุ่มกับเค่อซีและชุยชิ่น
คาบเช้ามีเวลาพัก จู้ลิ่งอวี๋ถือโอกาสนี้หาข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ความเป็นบิดา
มีสถาบันที่รับตรวจดีเอ็นเอเพื่อยืนยันความเป็นบิดามารดาทางกฎหมาย เธอดูมาหลายแห่ง ล้วนใช้เวลาประมาณสามถึงห้าวันก็ออกผลลัพธ์ได้
“ดูอะไรอยู่ หน้าตาเคร่งขรึมเชียว” เสียงของเค่อซีดังขึ้น
จู้ลิ่งอวี๋สะดุ้งเฮือก เปลี่ยนหน้าจอมือถือด้วยสีหน้านิ่ง “เปล่าหรอก”
เกือบถูกเห็น
หมดคาบเช้า จู้ลิ่งอวี๋ไปกินข้าวที่โรงอาหารกับเค่อซีและชุยชิ่น
กินเสร็จพวกเธอสองคนกลับหอพัก ส่วนตอนบ่ายจู้ลิ่งอวี๋ยังมีวิชาบังคับ ขี้เกียจกลับไปกลับมา เลยตั้งใจไปห้องสมุด
ออกจากโรงอาหาร จู้ลิ่งอวี๋เห็นว่าเมิ่งเค่อส่งข้อความมาให้เธอ
เธอเปิดดู
เมิ่งเค่อ: [เมื่อคืนถึงบ้านตอนไหน]
จู้ลิ่งอวี๋มองอยู่สองวินาที ปลายนิ้วแตะบนหน้าจอกำลังจะตอบกลับ สายโทรศัพท์ก็โทรเข้ามา
เป็นเบอร์แปลก เบอร์ภายในของเป่ยเฉิง
เธอไม่ค่อยรับสายจากเบอร์แปลก กดตัดสายไปเลย
ปลายสายโทรมาอีก
เธอรับด้วยความคลางแคลงใจ
“ฉันเอง”
มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังออกมาจากในโทรศัพท์
เป็นจู้เจียเหยียน
จู้ลิ่งอวี๋ตกใจก่อน แล้วถามว่า “คุณเอาเบอร์ฉันมาได้ยังไง”
จู้เจียเหยียนพูดพร้อมหัวเราะ “ฉันท่องได้ขึ้นใจ”
จู้ลิ่งอวี๋ “…”
คงจะได้ยินเสียงเบื้องหลังของเธอ จู้เจียเหยียนจึงถามว่า “คุณอยู่ที่มหา’ลัยเหรอ”
จู้ลิ่งอวี๋ส่งเสียง “อืม”
“ฉันไม่รู้ตารางเรียนของคุณ เลยโทรได้แค่ช่วงกลางวัน” จู้เจียเหยียนพูด “เราจะตรวจดีเอ็นเอกันเมื่อไหร่”
จู้ลิ่งอวี๋ “เดี๋ยววันนี้ก็จะส่งไปแล้ว”
เพื่อให้ผลลัพธ์แม่นยำ เธอกะจะใช้สองสถาบัน
ในโทรศัพท์มีเสียง “ดี” ดังมา พร้อมกับเสียงไอสองสามที
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอยู่ในโทรศัพท์หรือเปล่า เสียงของเขาก็แหบแห้งไปด้วย
เบอร์ภายในนี้คงเป็นของโรงแรม
หากเขากำลังหลอกเธอ นั่นก็จะเนียนเกินไปแล้ว
“คุณดีขึ้นบ้างหรือยัง” จู้ลิ่งอวี๋ถาม
จู้เจียเหยียน “ยังมีไข้อยู่หน่อย เหมือนจะเป็นหวัด”
“วันนี้ไม่มาเยี่ยมฉันหน่อยเหรอ” เขาลากเสียงขึ้นนิด ๆ
จู้ลิ่งอวี๋ลังเลนิดหน่อย จึงโกหกไป “วันนี้ฉันเรียนเต็มทั้งวัน คงไม่ไปแล้ว คุณพักผ่อนให้มากนะ”
“โอเค”
เสียง “โอเค” นี้แฝงความผิดหวังไว้อย่างชัดเจน
เหมือนลูกสุนัขที่กำลังแกว่งหาง จู่ ๆ ก็ลดหางลง แล้วหูตก
จู้ลิ่งอวี๋ก็อดใจอ่อนอีกจนได้
เธอเม้มปาก ถามว่า “คุณได้กินยาหรือยัง”
จู้เจียเหยียน “ยัง”
จู้ลิ่งอวี๋ “คุณมีอาการอื่นอีกไหม ฉันจะซื้อยาไปให้”
ต่อให้เธอถูกหลอกจริง แย่หน่อยก็แค่เสียเงินค่ายาเพิ่ม
วางสายแล้ว จู้ลิ่งอวี๋กำลังจะเปิดแอปสั่งอาหารเพื่อซื้อยา ก็เห็นหน้าจอแชทจึงเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ตอบข้อความเมิ่งเค่อ
เธอตอบกลับ [สามทุ่มกว่า]
พอส่งข้อความไป ปลายสายก็โทรกลับมาทันที
จู้ลิ่งอวี๋รับสาย พลางเดินไปห้องสมุด
“เมื่อกี้กำลังกินข้าวอยู่เหรอ” เสียงของเมิ่งเค่อดังมา
น้ำเสียงเขาอ่อนโยน ไม่ได้ยินความหดหู่ของเมื่อวานเลย
จู้ลิ่งอวี๋ “อืม” แล้วถามว่า “คุณกินหรือยัง”
“เพิ่งเลิกประชุม”
เมิ่งเค่อพูด “คุณย่าบอกว่าไม่ได้เจอคุณมาพักหนึ่งแล้ว อยากเชิญคุณไปกินข้าว”
จู้ลิ่งอวี๋ไม่ได้เจอคุณย่าเมิ่งมาพักหนึ่งจริง ๆ
“วันไหนฉันก็ได้ทั้งนั้น”
**
นัดกินข้าวกันวันพฤหัสตอนเย็น
ตอนบ่ายจู้ลิ่งอวี๋เรียนเต็ม
ใกล้เลิกเรียนมีไม่กี่นาที เธอได้รับข้อความจากเมิ่งเค่อ ว่าจะรอเธอที่ประตูทิศตะวันออกของมหาวิทยาลัย
หลังเลิกเรียน จู้ลิ่งอวี๋เดินออกไปทางประตูทิศตะวันออก ท่ามกลางราตรีที่กำลังโรยตัวลงมา ก็เห็นรถของเมิ่งเค่อ
เธอเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง เมิ่งเค่อกำลังคุยโทรศัพท์อยู่
เสื้อสูทถูกเขาวางไว้ที่เบาะหลัง ร่างกายของเขามีแค่เสื้อเชิ้ตสีขาว เขาเอามือข้างหนึ่งพาดพวงมาลัย ท่วงท่างามสง่าแบบสุภาพบุรุษ พอเห็นจู้ลิ่งอวี๋ขึ้นมา ก็ผงกศีรษะให้เธอ
จู้ลิ่งอวี๋นั่งที่เบาะข้างคนขับ มองเขา อดนึกถึงเรื่องที่จู้เจียเหยียนพูดไว้ไม่ได้
หากที่จู้เจียเหยียนพูดเป็นจริง เช่นนั้นเขาก็อยู่กับผู้หญิงคนนั้นแล้วหรือเปล่า
เมิ่งเค่อพูดไม่กี่ประโยคก็วางสาย หันมาแล้วก็สบตาเธอพอดี
เมิ่งเค่อมีดวงตาที่แสนจะลึกซึ้ง ยามที่เขาจ้องมองเธอ จะทำให้รู้สึกราวกับว่าเธอถูกเขาทะนุถนอมไว้ในฝ่ามือ
“วันนี้ไม่สบายใจเหรอ”
จู้ลิ่งอวี๋เก็บอารมณ์แล้วส่ายหน้า “เปล่าหรอก แค่ง่วงนิดหน่อย”
เมิ่งเค่อปรับพัดลมแอร์ให้เบาลงให้เธอ “งีบสักหน่อยไหม”
หลังจากเรียนมาทั้งบ่าย จู้ลิ่งอวี๋ก็เหนื่อยนิดหน่อยจริง ๆ หลับตาไม่นานก็ผล็อยหลับไป
เธอถูกปลุกขึ้นมา รู้สึกเหมือนมีคนตบไหล่เธอ
เธอสะลึมสะลือเอียงตัว หัวไปพิงอะไรบางอย่าง แล้วถูไถโดยไม่รู้ตัว ดูน่าสนิทสนมยิ่ง
เมิ่งเค่อชะงักนิดนึง แล้วหดมือกลับ
ในเวลาเดียวกัน จู้ลิ่งอวี๋ก็ตื่นเต็มที่แล้ว รู้ตัวว่าเมื่อกี้ที่เธอถูก็คือแขนของเมิ่งเค่อ และยังรู้สึกว่าเขาหดมือกลับไปทันที
บรรยากาศเริ่มอึดอัด
เธอลืมตา ถาม “ถึงแล้วเหรอ”
เมิ่งเค่อ “อืม”
ทั้งสองคนไม่ได้พูดถึงเรื่องเมื่อกี้
บ้านเก่าตระกูลเมิ่งอยู่ที่ชานเมืองทางตะวันตกของเป่ยเฉิง ซึ่งอยู่ข้างกับบ้านของตระกูลจู้
จู้ลิ่งอวี๋อาศัยอยู่ที่นั่นตั้งแต่อายุหกขวบ ข้างกายมีแค่ป้าที่ดูแลเรื่องชีวิตประจำวันให้
เธออยู่คนเดียวทั้งวัน แม้แต่คนคุยด้วยก็ไม่มี
วันหนึ่งเธอแอบวิ่งหนีออกไปข้างนอก วิ่งไปที่ข้างบ้าน
ตอนนั้นคุณปู่เมิ่งเสียไปแล้ว คุณย่าเมิ่งเพิ่งเกษียณมาใหม่ ๆ อยู่ที่บ้านเก่าทั้งวัน ในสวนเจอเธอเข้าก็ไม่ได้ไล่ เพียงแต่ถามว่าเธอมาจากไหน
ยังให้คนเอาขนมมาให้เธอกินด้วย
หลังจากนั้น จู้ลิ่งอวี๋ก็มาที่นี่บ่อย ๆ
คนที่ดูแลเธอละเลยมาก ตอนแรกไม่ได้สังเกตเลยว่าเธอแอบหนีออกมา รู้ทีหลังก็บอกเธอว่า นั่นคือคุณย่าตระกูลเมิ่ง บอกเธอว่าอย่าไปอีก
เธอฟังออกว่าเป็นผู้ใหญ่ที่เธอไม่ควรไปรบกวน ก็เลยไม่ไปอีก
ต่อมาเวลาเจอคุณย่าเมิ่งก็เกร็งมาก
คุณย่าเมิ่งถามว่าเป็นอะไรไป เธอบอกว่าตัวเองไม่ควรไปรบกวน
คุณย่าเมิ่งหัวเราะบอกว่าไม่เป็นไร ยังชวนเธอไปเป็นแขกด้วย
คนที่ดูแลเธอเห็นอย่างนั้นก็เลยไม่ห้ามอีก
บ่อยครั้งเธอไปทีเดียวก็คือทั้งวัน
คุณย่าเมิ่งเห็นว่าเธอตัวนิดเดียวแต่นั่งนิ่งได้ ก็ชอบเธอมาก สอนอะไรเธอเยอะมาก
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงรู้จักคนในตระกูลเมิ่ง และรู้จักเมิ่งเค่อ
**
จู้ลิ่งอวี๋กับเมิ่งเค่อลงจากรถ คนที่ออกมาต้อนรับคือป้าจงที่อยู่ข้างกายคุณย่า
“คุณย่าเมื่อกี้ยังถามว่าพวกคุณทำไมยังไม่ถึงอีก”
จู้ลิ่งอวี๋ทักว่า “ป้าจง”
“รถติด” เมิ่งเค่อพูด “ช่วงนี้คุณย่าสบายดีไหมครับ”
ป้าจงยิ้มให้จู้ลิ่งอวี๋ แล้วตอบเมิ่งเค่อ “ดีจ้ะ แกก็ไม่อยากให้พวกคุณต้องกังวล”
ตอนพวกเขาเดินเข้าไป คุณย่าเมิ่งกำลังวุ่นกับกล้วยไม้ของแก
คุณย่าผมสีเงินเต็มศีรษะ แต่สีหน้ายังดูสดใส นัยน์ตาสุกใส แกมีลักษณะท่าทางของผู้มีอำนาจ ดูท่าเคร่งขรึม
“หลิงหลิงดูเหมือนผอมลงนะ”
จู้ลิ่งอวี๋จับใบหน้าตัวเอง “ก็พอดีนะคะ”
คุณย่าเมิ่งวางกรรไกรในมือลง “เย็นนี้กินเยอะ ๆ หน่อย ของที่ป้าจงทำให้ล้วนเป็นของโปรดของหนูนะ ยังมีปลาเงินที่เพิ่งส่งมาจากทางใต้เมื่อวันนี้ด้วย”
จู้ลิ่งอวี๋แพ้อาหารทะเลส่วนใหญ่ ทุกครั้งที่เธอมากินข้าว ป้าจงจะหาของน้ำจืดตามฤดูให้
ตอนนี้กำลังเหมาะที่จะกินปลาเงิน
จู้ลิ่งอวี๋ยิ้มจนตาหยี “ได้ค่ะ หนูจะกินเยอะ ๆ”
ตอนกินข้าว คุณย่าเมิ่งถามถึงเรื่องในช่วงนี้ของพวกเขา
เมิ่งเค่อที่ปกติทำอะไรตามใจ ก็ทำตัวเคารพอ่อนน้อมต่อหน้าแก
กินข้าวเสร็จไม่นาน มีคนมา
เป็นอาเขยของเมิ่งเค่อ
“อาเค่อกับหลิงหลิงก็อยู่ด้วยนี่นา”
จู้ลิ่งอวี๋เรียกตามเมิ่งเค่อ
อาเขยมองจู้ลิ่งอวี๋อย่างสำรวจ “หลิงหลิงยิ่งโตยิ่งสวยเลยนะ เพิ่งขึ้นปีสองใช่ไหม”
จู้ลิ่งอวี๋ “เพิ่งขึ้นปีสองค่ะ”
อาเขย “อีกไม่กี่ปี เราก็คงได้ดื่มน้ำชางานแต่งงานของหลิงหลิงกับอาเค่อแล้วล่ะมั้ง”
จู้ลิ่งอวี๋รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา ในใจก็รู้สึกหลากหลายไม่รู้จะตอบยังไงดี
เมิ่งเค่อข้างเธอกลับเอ่ยปาก คล้ายจะแก้ไขสถานการณ์ให้เธอ “แต่งงานกับฉันง่าย ๆ แบบนี้ พวกคุณวางใจเหรอ”
อาเขยพูดขึ้นอย่างไม่พอใจนัก “งั้นนายก็ดี ๆ กับหลิงหลิงหน่อยสิ”
เมิ่งเค่อยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรอีก เหมือนยอมรับโดยปริยาย
จู้ลิ่งอวี๋หลุบตาลง
เรื่องหมั้นของเธอกับเมิ่งเค่อนั้นตกลงกันเมื่อปีก่อนนี่เอง
ตระกูลจู้กับตระกูลเมิ่งมีความคิดนี้มานานแล้ว หลังจากเธอบรรลุนิติภาวะ ผู้ใหญ่ของทั้งสองตระกูลก็เสนอขึ้นอย่างเป็นทางการ
วันนั้นเมิ่งเค่อติดธุระไม่อยู่ พอรู้เข้าก็ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร เพียงแต่พูดว่า “เธอยังเด็กอยู่เลย”
ตอนนั้นเธอก็คิดว่าเขาเห็นด้วยโดยปริยายเช่นกัน
หลังจากตกลงหมั้นกันแล้ว เขากับเธอก็ไม่ได้ต่างจากเดิมอยู่เหมือนกัน เขายังดีกับเธอดีมาก
เพียงแต่จะหลีกเลี่ยงการกระทำที่ใกล้ชิดกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว
“ฉันไปส่งหลิงหลิงกลับก่อน พรุ่งนี้เช้าหลิงหลิงยังมีเรียน” เมิ่งเค่อลุกขึ้น
จู้ลิ่งอวี๋ได้สติแล้วก็ลุกตาม กล่าวลาคุณย่ากับคนอื่น ๆ
ตอนเดินออกประตูไป มือถือเธอดังขึ้นครั้งหนึ่ง
เป็นการแจ้งเตือนอีเมลฉบับใหม่
เห็นหัวข้ออีเมลแล้ว มือที่ถือมือถือของจู้ลิ่งอวี๋ก็สั่นเทา หัวใจเต้นเร็วขึ้นหลายเท่าทันที
ผลตรวจดีเอ็นเอออกมาแล้ว
