ลู่ฉือถูกบังคับให้เงยหน้าขึ้นในท่ากึ่งถูกปล้ำกด
ใกล้เสียจนมองเห็นภาพตัวเองในดวงตาอีกฝ่ายได้ชัด
แววตาของเสิ่นเจ๋อเหวินลึกซึ้ง เปล่งประกายแสงที่ยากจะเข้าใจ
ลู่ฉือเพิ่งเคยถูกใครลูบผมแบบนี้เป็นครั้งแรก เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง “ตึง” ดังหนึ่งครั้ง
“พี่เสิ่น นายว่าไหม ตอนนี้ความสัมพันธ์เราแปลก ๆ ชอบกล”
ลู่ฉือก้าวถอยหลังไปบ้างโดยไม่รู้ตัว เปลือกตากระพือเล็กน้อย หลบสายตาของเสิ่นเจ๋อเหวิน
เสิ่นเจ๋อเหวินรู้ว่าลู่ฉือหมายถึงตรงไหนแปลก แต่เขาไม่พูดให้กระจ่างเอง กลับทวนถามเสียงแผ่วเบา “ตรงไหนแปลก”
ในใจคล้ายมีอะไรบางอย่างพลุ่งพล่านอยากเคลื่อนไหว เลือนรางมองไม่ชัดและคว้าไม่เจอตัว
ลู่ฉือเบนหน้า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ว่าเป็นเพื่อน ก็ไม่เหมือนเพื่อนทั่วไป
ความไว้ใจน่ะพอว่า แต่การพึ่งพา... นี่มันกำลังคลุมเครือเกินไปหน่อยไหม
ยังไงเขาก็ไม่มีทางพูดแบบนี้กับติงเหว่ยแน่ อย่างมากก็บอกให้ติงเหว่ยวางใจว่าเขาจะช่วยจัดการเรื่องให้ ซึ่งเสิ่นเจ๋อเหวินก็คงไม่พูดกับฮั่วเชียนแบบนี้เหมือนกัน
ทันใดนั้น ประตูทางหนีไฟก็ถูกคนผลักเปิด มีคนถือใบเสร็จค่ารักษาเดินลงบันไดมาอย่างรีบร้อน
เสียงจากทางเดินด้านนอกทะลักเข้ามา ทำลายความเงียบในโถงบันได
ลู่ฉือถอนตัวจากภวังค์เมื่อครู่กลับสู่โลกความจริง ยกมือแตะหน้าอก จู่ ๆ ก็ค้นพบว่าหัวใจตัวเองเหมือนจะเต้นเร็วไปหน่อย
ลิฟต์ขึ้นลงช้าเกินไป พอดีฉือรุ่ยมือหิ้วโจ๊กกับซาลาเปาใส่ถุงสาวเท้าก้าวขึ้นบันไดมายาว ๆ
เห็นสองคนยืนขวางตรงปากบันได “เอ๊ะ พี่ลู่ พี่เสิ่น พวกพี่ยืนกันตรงนี้ทำไมครับ”
“อ้อ...” ลู่ฉือเกาผมที่เสิ่นเจ๋อเหวินเพิ่งลูบ ทำท่าราวกับอยากขยี้เอาอาการคันหนึบเบา ๆ บนหนังศีรษะเมื่อกี้ทิ้งไป “ในห้องคนเยอะแออัดเกินไปหน่อย พวกเราออกมาสูดอากาศน่ะ”
