เสิ่นเจ๋อเหวินไม่ค่อยชอบวันที่ฝนตก อากาศชื้นเหนอะหนะ อีกทั้งสภาพอากาศยังส่งผลต่ออารมณ์ของคน ในอากาศมักมีกลิ่นคาวของดินปะปนอยู่เสมอ
ทางจากอาคารเรียนไปถึงประตูโรงเรียนทอดยาว อิฐปูพื้นสีเทาเข้มเปียกชุ่มสะท้อนแสงวาววับอยู่ท่ามกลางม่านฝน
เสิ่นเจ๋อเหวินเดินบนเส้นทางนี้มาสามปีแล้ว ไม่เคยสนใจว่ารอบข้างมีอะไร วันนี้กลับไม่เหมือนเดิม ตอนเดินผ่านกระดานประกาศบันไดเกียรติยศของโรงเรียน เขาหันไปมองอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
ลู่ฉือไม่เพียงเป็นดาวเด่นด้านการเรียน แต่ยังเป็นดาวเด่นด้านพัฒนาการและดาวเด่นด้านคณิตศาสตร์ด้วย
รูปถ่ายพื้นหลังสีน้ำเงินสามใบที่เหมือนกันแขวนอยู่บนนั้น คนในภาพมีสีหน้าเรียบเฉย แววตาที่มองกล้องดูเย็นชาและดุดันเล็กน้อย ใต้ตายังมีรอยคล้ำจาง ๆ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยังไม่ปล่อยวาง หรือเพราะยังไม่พอใจกับผลลัพธ์ที่ทำได้ในตอนนี้ เขาจึงดูไม่ค่อยมีความสุขนัก
พื้นที่ใต้ร่มไม่กว้างพอ เด็กหนุ่มสองคนเดินเคียงกันจึงดูเบียดเสียด โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในนั้นเป็นอัลฟา ไหล่ของเขาไม่ใช่ไหล่ของเด็กหนุ่มอีกต่อไปแล้ว กว้างกว่านักเรียนที่ยังเรียนอยู่และดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด
ไม่มีใครเดินเป็นเส้นตรงเป๊ะได้ตลอด ตอนที่แขนชนกันเป็นครั้งแรก ลู่ฉือก็ชะงักไป
ร่างกายของเขายังอยู่ในช่วงเติบโต ยังมีโอกาสสูงขึ้นได้อีก ส่วนส่วนสูงของเสิ่นเจ๋อเหวินแทบจะหยุดนิ่งแล้ว ทั้งคู่จึงสูงต่างกันถึงสิบกว่าเซนติเมตร
อยู่ใกล้กันขนาดนี้ เวลาลู่ฉือมองเขาต้องเชิดคางขึ้น ลู่ฉือจึงขยับไปด้านข้างโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นเจ๋อเหวินเอียงร่มเล็กน้อย ใช้ร่มบังศีรษะลู่ฉือ แล้วดึงเขากลับมา
“ขยับออกไปอีกหน่อยก็ไปยืนตากฝนแล้ว”
หลังจากนั้นแขนก็ชนกันบ่อยขึ้น ยากจะหลีกเลี่ยงการสัมผัสร่างกาย ลู่ฉือจึงยอมแพ้ ไม่หลบอีกต่อไป
เมื่อใกล้ถึงประตู เสิ่นเจ๋อเหวินก็ถามเสียงขรึมว่า “นายอยากเอาชนะเฉินโย่วเซวียนมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
