หลังกินข้าวเสร็จออกมาข้างนอกฝนก็ตกหนัก
ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน บางครั้งมีสายฟ้าแลบแปลบ ลมพายุพัดใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่ว
“อะไรกันเนี่ย อยู่ๆ ฝนตกได้ไง”
“ใช่เลย ตอนออกมายังดีๆ อยู่เลย ฉันไม่ได้เอาร่มมาด้วย”
คนกลุ่มหนึ่งยืนบ่นอยู่ใต้ชายคาหน้าร้านอาหาร
เพราะลมแรง พื้นระเบียงครึ่งหนึ่งก็เปียกหมดแล้ว
ติงเหว่ยต้องกลับไปทำงานต่อ ลู่ฉือแลกเปลี่ยนวีแชตกับเขาแล้วกำลังจะเรียกแท็กซี่ พอดูก็พบว่ามีคนเรียกแท็กซี่อยู่ใกล้ๆ หลายสิบคน
“นั่งรถผมมา ผมไปส่งได้สองสามคน”
ลู่ฉือหันไปมอง ถึงได้สังเกตว่าเสิ่นเจ๋อเหวินยืนอยู่ข้างหลังเขาตลอด
เสิ่นเจ๋อเหวินสูงมากจริงๆ สายตาลู่ฉือแค่มองไปถึงคางเขา ต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวถึงจะไม่ต้องเงยหน้ามอง
ทุกคนรู้ว่าเสิ่นเจ๋อเหวินไม่สนิทกับพวกเขา คำว่าใจดีชอบช่วยคนไม่เข้ากับเขาเลย ที่พูดประโยคนั้นก็แค่ถามตามมารยาท
ยังไงวันนี้ก็มีแค่คนขับรถของตระกูลเสิ่นที่รออยู่ที่นี่
ฮั่วเชียนบิดขี้เกียจ “นายไปส่งพวกเขาเถอะ ฉันมีธุระ จะไปเที่ยวที่อื่น”
คนอื่นๆ ฟังแล้วก็พากันยิ้มปฏิเสธ
อย่ามาว่าเสิ่นเจ๋อเหวินออกมากินข้าวนั่งรถไมบัคอย่างนั้น พวกเขาไม่กล้าใช้รองเท้าที่เปื้อนน้ำฝนเหยียบขึ้นไปหรอก
“ไม่ต้องหรอกคุณเสิ่น พวกเราเรียกแท็กซี่ได้”
“คือว่า บ้านผมอยู่ใกล้ เดี๋ยวรอฝนซาหน่อยแล้วเดินกลับก็ได้”
“ผมให้พ่อมารับแล้ว”
ทว่าพอทุกคนหันมามองที่ลู่ฉือ ลู่ฉือก็ยักไหล่ “งั้นรบกวนด้วยนะ”
ทุกคน “???”
อะไรกัน เขาบอกว่าจะไปส่งแล้ว มีรถฟรีนั่งแล้วไม่นั่งก็โง่สิ
ลู่ฉือใจร้อนขี้เกียจรอรถ แถมฝนที่ตกลงมากะทันหันก็ทำให้เมืองหลวงมีประกาศเตือนภัยอากาศหนาวสีเหลือง
พอลมพัดมา เสื้อผ้าก็ถูกลมพัดแนบตัว ผ้าบางๆ เข้ารูปเผยให้เห็นรูปร่างเพรียวกระชับ
