เครื่องปรับอากาศในห้องทำงานได้ดีมาก เพิ่งเปิดได้ไม่นานอุณหภูมิก็สูงขึ้น ทุกคนพากันถอดเสื้อคลุมออกแขวนไว้บนราวแขวนเสื้อ
ตรงกลางเป็นห้องนั่งเล่นแบบหลุมลงไป แสงไฟสีเหลืองอ่อนนุ่มนวลทอดลงบนพื้นไม้ ทุกคนนั่งลงบนขั้นบันไดไม้โดยตรง
อวี๋ซีมองดูกองของขวัญที่วางเต็มโต๊ะสี่เหลี่ยม ซาบซึ้งใจจนปลายจมูกร้อนผ่าว “พวกนายมาได้ฉันก็ดีใจมากแล้ว บอกแล้วว่าไม่ต้องเตรียมอะไรทั้งนั้น ทำไมยัง...”
“ไม่ได้นะ นี่มันอายุยี่สิบเลยนะ ผ่านวันนี้ไปต้องรออีกสิบปีเลยนะ!”
“ใช่เลย ถ้านายไม่รับก็แปลว่าไม่ได้มองพวกเราเป็นเพื่อน!”
คนอื่น ๆ ยึดเอาสามด้านของโต๊ะสี่เหลี่ยมไปหมดแล้ว ไม่มีที่ว่าง ลู่ฉือเลยต้องนั่งกับเสิ่นเจ๋อเหวินตามลำพังอยู่ด้านหนึ่ง
เรื่องนี้จะไปโทษคนอื่นก็ไม่ได้ ก็ให้เสิ่นเจ๋อเหวินดูเย็นชาเกินไป มีระยะห่างกับคนอื่นมากเกินไปเอง
ลู่ฉือถือชาร้อนหนึ่งถ้วย จิบทีละนิดเพื่อให้กระเพาะอุ่น
ส่วนเสิ่นเจ๋อเหวินก็ถือวิสาสะดึงตะกร้าใส่ถั่วบนโต๊ะมารังแก ใช้เครื่องมือในนั้นงัดเปลือกถั่ว
อวี๋ซีอยู่ไม่ไกลกำลังแกะของขวัญ มีคนกลุ่มหนึ่งอยู่ข้าง ๆ คอยกวนประสาทแกล้งกัน
อวี๋ซีแกะกล่องของขวัญแปลก ๆ ใบหนึ่ง พอเปิดออกมาก็มีตัวตลกเด้งออกมา เขากระโดดลุกขึ้นไล่ตามคนที่ให้กล่องของขวัญนั่นไปทั่วห้องสามสี่รอบ เหนื่อยจนวิ่งไม่ไหวแล้ว ระหว่างหอบหายใจก็เหลือบมองไปด้านตรงข้ามแวบหนึ่ง
ถ้วยชาใบเล็กในมือลู่ฉือมีไอขาวลอยกรุ่นขึ้นมา เขานั่งพิงขั้นบันไดด้านหลังอย่างสบายใจ แถมยังหาหมอนอิงนุ่ม ๆ มารองหลังอย่างรู้จักปรนเปรอตัวเอง
เสิ่นเจ๋อเหวินงัดเปลือกถั่วออกแล้วแต่ไม่ได้กิน วางไว้ในจานเปล่าตรงหน้าทั้งสองคน
ทางนี้สู้รบกันดุเดือด ทางนู้นกลับสงบสุขราวกับคนละโลก
ยังไงเสิ่นเจ๋อเหวินก็ใกล้จะเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว อายุมากกว่าพวกเขา ทั้งยังเข้ามายุ่งเรื่องของจวี้ซังหางเร็วมาก เล่นกับพวกเขาไม่ถูกจังหวะ อวี๋ซีเข้าใจดี
