ร้อนมาก
ลู่ฉือเหมือนนักเดินทางโดดเดี่ยวกลางทะเลทราย อุณหภูมิรอบตัวที่ร้อนระอุทำให้คอแห้งผาก
เขาขยับตัวเล็กน้อย ถูกสัญชาตญาณผลักดันให้ปลดกระดุมเสื้อหรือถอดออกไปเลย
แต่เพิ่งดึงได้สองทีก็ถูกมือเย็นเฉียบจับข้อมือไว้
มือนั่นเหมือนก้อนน้ำแข็ง ลู่ฉืออดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลงหาความเย็น แต่ถูกคนกดหัวยับยั้งไว้
“นึกไม่ถึงเลยนะเสิ่นเจ๋อเหวิน แกถึงกับมาสนใจเรื่องชาวบ้านด้วย”
“ตระกูลเฉินส่งบัตรเชิญมาห้าหกรอบได้แล้วมั้ง พ่อให้แกไปงานเลี้ยงรับมือหน่อย แกดีนัก ฉวยโอกาสหนีมาขี้เกียจที่ฉันนี่”
ท่ามกลางสติเลือนราง ลู่ฉือได้ยินเสียงคนพูดอยู่ใกล้ๆ
เด็กหนุ่มที่นั่งไขว่ห้างอยู่ด้านข้างไม่ได้ปฏิเสธว่ามาขี้เกียจ น้ำเสียงเย็นชาอย่างยิ่ง “เขาเป็นอะไร”
“ตกน้ำตอนอากาศหนาวทำให้เป็นไข้ แล้วก็อาการติดสัดนิดหน่อย” พูดจบ เสียงผู้หญิงก็หยุดไปครู่หนึ่ง “อืม… ระดับ F ได้ยังไงกัน ปกติระดับ D ก็ถือว่าเป็นโอเมกาชั้นต่ำแล้ว ฉันไม่เคยเห็นระดับต่ำขนาดนี้มาก่อนเลย”
เธอพลิกรายงานตรวจร่างกายไปหนึ่งหน้า “มีความเป็นไปได้สูงว่าต่อมได้รับความเสียหายตั้งแต่ช่วงต้น ระดับเดิมน่าจะไม่ได้ต่ำขนาดนี้”
ขนตาของลู่ฉือกระตุกเล็กน้อย
เสียหายตั้งแต่ช่วงต้น? นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินข้อสรุปแบบนี้ ก่อนหน้านี้พวกหมอไม่เคยพูดเลย
เขารู้ว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงคนไข้ แต่แขนขาเหมือนถูกถ่วงด้วยตะกั่วขยับไม่ได้เลย
ตั้งแต่ลู่ฉือจำความได้ ลู่จิ้นกั๋วก็ติดการพนัน
ที่ที่พวกเขาอยู่ไม่ไกลจากบ่อนใหญ่ที่สุดในอำเภอนัก ทุกวันลู่จิ้นกั๋วจะออกไปตอนบ่าย กว่าจะกลับก็เช้าวันรุ่งขึ้น
เขาจะไปค้นเงินส่วนตัวที่หวังซิ่วจือเก็บไว้อย่างยากลำบากจากในบ้านไปเล่นพนัน ไม่อย่างนั้นก็เอาของในบ้านที่พอแลกเงินได้ไปขาย
หวังซิ่วจือกอดขาไม่ให้เขาไป เขาก็ถีบหวังซิ่วจือกระเด็น บอกว่าผู้หญิงผมยาวความรู้สั้น ทำงานในโรงงานทั้งชาติก็รวยไม่ได้
ตอนออกไปลู่จิ้นกั๋วยังมีสภาพเป็นคนอยู่บ้าง พอกลับมาก็กลายเป็นสัตว์เดรัจฉานไร้สติ
ลู่จิ้นกั๋วฝีมือห่วยแต่ชอบเล่น สิบครั้งแพ้เก้าครั้ง บางทีแพ้จนถูกคนถอดเสื้อผ้าหมด ข้างนอกก็กินเหล้าเมาแอ๋ พอกลับมาก็เริ่มหาลู่ฉือ
“ไปรินน้ำมาให้พ่อแก!”
“เหอะ! แกจะลวกพ่อแกตายรึไง? น้ำยังรินไม่เป็น เลี้ยงแกมาเสียข้าวสุก!”
ชามน้อยนิดในบ้านก็ถูกทุบแตก ตอนนี้ถ้าลู่ฉือขยับช้าหน่อย ไม่ยอมรินน้ำใหม่ให้เขา ฝ่ามือที่อบอวลด้วยกลิ่นเหล้าก็จะฟาดลงมา
ตั้งแต่เด็ก ลู่ฉือไม่รู้ว่าถูกลู่จิ้นกั๋วตีไปกี่ครั้ง หวังซิ่วจือเมื่อก่อนเคยห้าม แต่เธอผอมแห้งเกินไปห้ามไม่อยู่ มักจะให้ผลตรงกันข้าม กระตุ้นให้ลู่จิ้นกั๋วโกรธกว่าเดิม
ดังนั้นหลังๆ เธอเลยไม่ห้ามแล้ว พอลู่จิ้นกั๋วหมดแรงล้มตัวลงนอนบนเตียง เธอก็จะไปเอาน้ำแข็งหายามาทาให้ลู่ฉือที่หน้าบวมช้ำ เช็ดหน้าเช็ดเลือด
เช็ดไปร้องไห้ไป ปากก็พูดว่าขอโทษ
น้ำแข็งนั้นเย็น แต่น้ำตานั้นร้อน
ลู่ฉือแม้จะเจ็บ แต่ในใจไม่ได้ทุกข์ใจมากนัก
เขาคิดว่าหวังซิ่วจือรู้สึกผิดที่ปกป้องเขาไม่ได้ คิดว่าเธอร้องไห้เพราะสงสารเขา เขาจึงเช็ดน้ำตาให้หวังซิ่วจือ แล้วพูดว่า “แม่ครับ ผมไม่เจ็บ โตขึ้นผมจะพาแม่ออกไปจากที่นรกนี่”
แต่ต่อมาลู่ฉือถึงได้รู้ว่า คำขอโทษของหวังซิ่วจือ ไม่ใช่เพราะสงสารเขา หรือรักเขามากมาย แต่กำลังสารภาพบาปที่สลับเปลี่ยนชีวิตของเขา ภาวนาอย่าให้สวรรค์ลงโทษตอบสนองแก่ลูกชายแท้ๆ ของเธอ
ลู่จิ้นกั๋วลงไม้ลงมือมากครั้งเกินไป ลู่ฉือเองก็จำไม่ได้ว่าต่อมได้รับบาดเจ็บตอนไหน
การที่เขาถูกตระกูลเฉินตามหาจนเจอก็เป็นเรื่องบังเอิญ
ลู่จิ้นกั๋วพนันจนเงินในบ้านหมด เริ่มออกไปกู้เงินนอกระบบข้างนอก แค่สองปีสั้นๆ ก็ติดหนี้สินพะรุงพะรัง พวกนักทวงหนี้พวกนั้นมีเส้นสายกว้างขวาง สามารถขุดคุ้ยได้กระทั่งบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของแกเป็นใคร ผลสุดท้ายก็บังเอิญไปพบความจริงที่ถูกซ่อนไว้หลายปีเข้า…
ระหว่างหลับใหล ลู่ฉือฝันถึงเรื่องราวในอดีตมากมาย
ฝันร้ายลูกแล้วลูกเล่ารุมเร้าเขา จนในที่สุดหัวสมองของเขาไม่ร้อนแล้ว พอเปิดเปลือกตาขึ้นมา สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าคือใบหน้าคนสวมแว่นตา
เพราะอยู่ใกล้มาก เกือบจะจมูกชนจมูก ลู่ฉือสะดุ้งเฮือก ตกใจจนเหงื่อซึมออกมาทั่วร่างบางๆ
“ในที่สุดก็ฟื้น” ผู้หญิงในชุดกาวน์ขาวยืดตัวตรง ในมือถือไฟฉายเล็กๆ “ขอโทษทีนะ ทำให้ตกใจมั้ง ฉันอยากจะสังเกตสภาพรูม่านตาของนายน่ะ”
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงพยาบาลอบอวลอยู่ในโพรงจมูก ลู่ฉือกวาดตามองรอบๆ ห้องผู้ป่วยมีแค่พวกเขาสองคน
ผู้หญิงคนนั้นไว้ผมสั้นทะมัดทะแมง แว่นตากรอบไร้ขอบครึ่งวงกลมวางอยู่บนดั้งจมูกสูง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายโดดเด่นคล้ายคลึงกับเด็กหนุ่มที่เดินสวนกันเมื่อคืนนี้มาก
“ฉันชื่อเสิ่นลั่ว เรียกหมอเสิ่นก็ได้” ผู้หญิงคนนั้นเสยผม “นี่รายงานตรวจร่างกายของนาย นายมีภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ปกติต้องบำรุงร่างกายให้มากๆ ใส่ใจดูแลด้วย”
ลู่ฉือยื่นมือรับไป รายการผลตรวจข้างบนแดงเป็นแถบ สะท้อนใจยิ่งกว่าใบคะแนนสอบเดือนแรกในชาติก่อนของเขาเสียอีก
เขาไล่อ่านคร่าวๆ ครั้งหนึ่ง สายตาหยุดอยู่ที่ข้อความเล็กๆ ตรงมุมด้านล่างของรายงาน—ผิงอันจื้อคังการแพทย์
ลู่ฉือขมวดคิ้วเล็กน้อย
ในช่วงหลายปีที่ทำงานในบริษัท เขาเคยร่วมงานกับหลายเครือบริษัท และพอจะเข้าใจสถานะขององค์กรธุรกิจและความสัมพันธ์ของผู้คนในแวดวงนี้ดีพอสมควร
จวี้ซังหางเป็นกลุ่มลงทุนที่มีสถานะสูงสุดและขนาดใหญ่ที่สุด ตระกูลเสิ่นที่อยู่เบื้องหลังคือตระกูลเก่าแก่กว่าร้อยปี แทบทุกองค์กรใหญ่และกลุ่มบริษัทใหญ่ล้วนมีการลงทุนของมัน
แม้จะเป็นกลุ่มบริษัทเอกชน แต่สายตาการลงทุนของมันเฉียบขาดมาก ต่อให้เป็นสาขาไหนที่มันเคยลงทุน อนาคตจะต้องเฟื่องฟูอย่างแน่นอน นานวันเข้า จวี้ซังหางก็กลายเป็นมาตรฐานที่วงการยอมรับโดยปริยาย ตระกูลเสิ่นกุมชีพจรขององค์กรส่วนใหญ่ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใครก็สั่นคลอนไม่ได้
ผิงอันจื้อคังการแพทย์ก็คือโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งภายใต้ชื่อของจวี้ซังหาง
ได้ยินว่าตระกูลเสิ่นมีลูกชายลูกสาวสองคน ต่างก็เป็นอัลฟา ลูกสาวเป็นคนไม่แต่งงาน อุทิศตนเพื่อช่วยชีวิตผู้คน ลูกชายถูกเลี้ยงดูให้เป็นผู้สืบทอดของจวี้ซังหางในอนาคต ทั้งสองคนไม่ค่อยออกงานเลี้ยงหรือกิจกรรมอะไร
ดังนั้นผู้หญิงตรงหน้าก็คือองค์หญิงใหญ่ของจวี้ซังหาง เสิ่นลั่ว ในตำนาน งั้นคนที่พาเขามาเมื่อคืนก็คือ…
เสิ่นเจ๋อเหวิน
นิ้วของลู่ฉือบีบรายงานจนเกิดรอยบุ๋ม
ชาติก่อนเขาไม่ค่อยได้ข้องเกี่ยวกับตระกูลเสิ่น เพราะไม่มีคุณสมบัติพอ โครงการในมือหลายครั้งอยากขอรับการลงทุนก็ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าใกล้ ไม่คิดเลยว่าเกิดใหม่ทั้งทีจะมาเกี่ยวพันกันด้วยวิธีนี้
กำลังครุ่นคิด เสื้อนอกตัวหนึ่งพร้อมกับยาหนึ่งถุงวางอยู่ตรงหน้าลู่ฉือ
“ยาพวกนี้กลับไปกินให้ตรงเวลานะ วันนี้ข้างนอกลมแรง ชุดนี้ตอนน้องชายฉันไปลืมไว้ นายใส่กลับไปเถอะ ไม่ต้องเอามาคืนหรอก”
เนื้อผ้าของเสื้อสูทดีมาก ปกเสื้อเรียบไม่มีรอยยับแม้แต่น้อย ลู่ฉือที่เคยใส่เสื้อผ้าดีๆ มามากมายแตะก็รู้ว่าเสื้อตัวนี้คงราคาหกหลัก
บนเสื้อสูทมีกลิ่นหอมสดชื่นที่เขาได้กลิ่นตอนเดินผ่านเมื่อคืน
แต่พอดมดีๆ เหมือนไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม
แต่เป็นกลิ่นฟีโรโมนของอัลฟาจางๆ ต่างหาก
ลู่ฉือไม่อยากป่วยอีกแล้วจริงๆ ตระกูลเสิ่นรวยเกินเหตุ เงินแสนกว่าบาทใช้เหมือนโปรยเล่น
เขาจึงไม่เกรงใจ หยิบของตัวเองขึ้นมา คลุมเสื้อสูท แล้วกล่าวขอบคุณจากไป
*
“พ่อครับ เมื่อคืนพ่อบอกว่าเสิ่นเจ๋อเหวินจะมาไม่ใช่เหรอครับ? แต่ผมรอทั้งคืนก็ไม่เห็นเขาเลย”
ห้องรับแขกตระกูลเฉิน เฉินโย่วเซวียนคลอเคลียอยู่ท่ามกลางพ่อแม่ กินผลไม้ที่คนใช้ยกมาให้
“อาจจะยุ่งมากก็ได้ ยังไงก็เป็นผู้สืบทอดอนาคตของจวี้ซังหาง ไม่มีเวลาก็เป็นเรื่องปกติ” เฉินฉีหมิงปลอบ
เฉินโย่วเซวียนไม่พอใจเม้มปากยื่น
ตอนนั้นที่เสิ่นเจ๋อเหวินอยู่โรงเรียนเดียวกับเขา เขาก็อยากจะสานสัมพันธ์กับเสิ่นเจ๋อเหวินเป็นเพื่อนมาก ตอนนี้เขาก็สมหวังสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เสิ่นเจ๋อเหวินเรียนอยู่แล้ว ยิ่งอยากหาโอกาสรู้จักกับเสิ่นเจ๋อเหวิน
แต่เสิ่นเจ๋อเหวินเย็นชาเกินไป นอกจากเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เป็นคุณชายใหญ่ของเครือบริษัทอื่น คนอื่นหาโอกาสแทรกตัวเข้าไปไม่ได้เลย
“ลู่ฉือล่ะ?”
จู้หวั่นชิงเป็นคนแรกที่สังเกตว่าครึ่งค่อนวันแล้วยังไม่เห็นลู่ฉือลงมาจากชั้นบน
“ป่านนี้ยังนอนขี้เซาอยู่ข้างบนล่ะสิ เป็นอะไรไป” เฉินฉีหมิงขมวดคิ้วไม่พอใจ สั่งให้คนใช้ข้างๆ ไปเรียก
ไม่กี่นาทีต่อมา คนใช้กลับลงมาบอก “คุณหนูลู่ฉือเหมือนเมื่อคืนไม่อยู่บ้าน”
ใจเฉินฉีหมิงสะดุด ล้วงมือถือจะโทรหาลู่ฉือ
ยังไงก็เป็นลูกชายแท้ๆ เมื่อคืนทุกคนในงานวันเกิดพูดคุยหัวเราะกันหมด มีแต่เขาเท่านั้นที่ถูกเมิน เฉินฉีหมิงพอนึกย้อนขึ้นมาได้ ในใจก็รู้สึกกระอักกระอ่วน
เสียงโทรศัพท์เพิ่งดังสองที ลู่ฉือก็กลับมาจากข้างนอก
ทุกคนในคฤหาสน์ รวมทั้งพ่อบ้านและคนใช้รวมแล้วสิบกว่าคน เห็นลู่ฉือแล้วต่างอึ้งไป
ลู่ฉือยังสวมเสื้อผ้าที่ใส่ตอนถูกผลักตกน้ำเมื่อคืน ใต้รักแร้หนีบเสื้อนอกชื่อดังตัวหนึ่ง เขาไว้ผมทำสีเทาใหม่เดินเข้ามา ที่หูยังมีต่างหูเจาะใหม่สองข้าง
ก่อนหน้านี้เขาชอบสีผมนี้มาก เสียดายที่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่เชื่อฟังและรู้จักกาลเทศะของตัวเอง เลยไม่เคยลองทำ
เฉินฉีหมิง: “นี่… แก…”
ลู่ฉือขยับคอที่นอนจนเมื่อย ยักไหล่อย่างไม่แยแสรับสายตาจับจ้องของทุกคน “มีอะไรเหรอ พวกคุณไม่ได้บอกว่าต่อไปฉันอยากทำอะไรก็ทำ อยากใช้เงินยังไงก็ใช้ไง”
จู้หวั่นชิงยิ้มเจือจางไกล่เกลี่ย “เด็กคนนี้ พ่อกับแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย เราแค่คิดว่าลูกย้อมผมเป็นแบบนี้แล้วต่อไปจะไปเรียนยังไง ไม่ใช่ว่าจะต้องเรียนซ้ำอีกปีเหรอ”
“อ้อ” ลู่ฉือปรือตาลง “ไม่ไปแล้ว”
สีหน้าเฉินฉีหมิงเคร่งเครียด “แกว่าอะไรนะ?”
เฉินโย่วเซวียนรีบคว้าแขนเฉินฉีหมิง “พี่แค่ล้อเล่นน่ะ ต้องเป็นเรื่องเมื่อคืนที่ทำให้พี่โกรธแน่”
พูดจบเขาก็มองไปทางลู่ฉือ “พี่ครับ เมื่อคืนคนเยอะเกินผมเลยเกรงใจ ไม่ได้ขอโทษตามที่พี่ต้องการ พี่อย่าเอาเรื่องนี้มากระทบการเรียนเลยนะ เดี๋ยวผมขอโทษพี่ตอนนี้เลยได้ไหม อย่าให้พ่อกับแม่ต้องมายุ่งกับเรื่องของเราเลย…”
“ฉันไม่ได้ล้อเล่น” ลู่ฉือขี้เกียจฟังต่อ ขัดจังหวะคำพูดเสแสร้งของเฉินโย่วเซวียนขึ้นตรงๆ
เรียนแบบหามรุ่งหามค่ำ สุดท้ายผลลัพธ์ก็คือถูกจับโยนเข้าแผนกเพื่อเอาเลือดเอาเนื้อ
ลู่ฉือยืนอยู่ตรงปากบันได มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเปี่ยมสุขจากใจจริง เขาเอียงหัวเล็กน้อย น้ำเสียงเจือความรู้สึกปล่อยวาง
“ฉันมันไร้การศึกษานี่นา แล้วต่อไปก็ไม่ได้คิดจะมีด้วย ว่าไง จะไล่ฉันออกไหมล่ะ?”