ตั้งแต่ลู่ฉืออายุครบสิบแปดปีและบรรลุนิติภาวะ เสิ่นเจ๋อเหวินก็มักไปมหาวิทยาลัยบ่อยขึ้น แม้วันนั้นจะไม่มีคาบเรียนก็ตาม
เขาทิ้งห้องทำงานกว้างขวางที่จวี้ซังหางไว้เฉย ๆ วางโน้ตบุ๊กไว้ตรงหน้า แล้วนั่งรอคนเลิกเรียนอยู่ที่ร้านกาแฟใต้ตึกห้องสมุด
ลู่ฉือผอมเกินไป เสิ่นเจ๋อเหวินจึงมักพกอาหารที่ป้าแม่บ้านทำมาให้ หากวันไหนยุ่งจนไม่มีเวลา ก็จะพาลู่ฉือออกไปกินข้าวข้างนอก
ทั้งคู่เคยไปสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ดูหนังด้วยกันหลายเรื่อง ทำงานประดิษฐ์ด้วยกัน และนั่งชมดอกไม้ไฟด้วยกันตอนคืนข้ามปี
เสิ่นเจ๋อเหวินพบว่าลู่ฉือไม่เคยรังเกียจที่เขาเข้าใกล้ แม้บางครั้งเขาจะจงใจสร้างอุบัติเหตุขึ้นมาก็ตาม...
อย่างเช่นตอนต่อคิวในสวนสนุกแล้วถูกคนเบียด จริง ๆ เขายืนทรงตัวได้ แต่ก็ยังยื่นมือไปค้ำไว้เหนือไหล่ลู่ฉือ ฉวยโอกาสขยับเข้าใกล้อีกนิด
หรือไม่ก็ตอนซื้อเครื่องดื่ม แล้วแกล้งแตะตรงจุดที่ลู่ฉือเพิ่งดื่มไปโดยไม่ตั้งใจ
การที่ลู่ฉือยอมให้เขาทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขาอดใจไม่ไหว อยากทำเกินเลยให้มากขึ้น คอยหยั่งเชิงทดสอบขีดจำกัดไปทีละนิด
แม้เขาจะไม่ชอบที่มีคนมากมายรายล้อมลู่ฉือ โดยเฉพาะพวกอัลฟา แต่ก็ไม่เคยเข้าไปแทรกแซงการเข้าสังคมตามปกติของลู่ฉือ
เพราะเพียงมีอัลฟาคนไหนปล่อยฟีโรโมนพร้อมแสดงเจตนาจะเข้าใกล้ ต่อให้ปล่อยออกมาเพียงนิดเดียว ประสาทรับกลิ่นอันไวเหนือระดับของเขาก็จับได้ทันที เขาจะโอบไหล่ลู่ฉือพาออกไป แล้วหันกลับไปเตือนอีกฝ่ายด้วยสายตาว่าอย่าคิดล้ำเส้น
เดิมทีเสิ่นเจ๋อเหวินคิดว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ สักวันความสัมพันธ์ของพวกเขาคงสนิทสนมจนไม่มีช่องว่างระหว่างกัน
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขานั่งรอคนเลิกเรียนอยู่ใต้ตึกห้องสมุดเหมือนทุกครั้ง นิ้วเพิ่งพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์ได้ไม่กี่ตัว กลิ่นส้มก็ลอยเข้ามาแตะปลายจมูก
เสิ่นเจ๋อเหวินเงยหน้ามองไปข้าง ๆ เห็นนักศึกษาที่ทำงานพิเศษอยู่ในร้านกาแฟคนหนึ่ง ใบหน้าแดงก่ำ มือกำโทรศัพท์แน่น
“เอ่อ... ขอช่องทางติดต่อได้ไหมครับ ผมทำงานพิเศษที่นี่มาหนึ่งเทอมแล้ว เห็นคุณมาบ่อย ก็เลยอยากทำความรู้จักเป็นเพื่อนกัน”
