“แม่คะ อ้อยหวานดีนะ แม่อยากลองชิมดูมั้ย?”
“เอาแค่ข้อเดียวพอ”
หวังเหยาตัดอ้อยออกหนึ่งข้อ ยื่นให้ผู้เฒ่าหญิง อย่างที่ยายของหลินจื่อซวนว่าไว้ ปีนี้ฟ้าฝนดี อ้อยน้ำเยอะ กินไม่ยากเท่าไหร่
ผู้เฒ่าหญิงกัดเข้าไปคำหนึ่ง หางตาที่ทั้งสองข้างย่นยู่ยี่เพราะรอยยิ้มอีกครั้ง “ที่เมืองหลวงอ้อยแค่นี้แท่งนึงอย่างน้อยก็ต้อง 30 หยวน ยังไม่หวานเท่านี้เลย”
“แม่คะ คุณไม่อยากกลับเมืองหลวงเหรอ?”
ผู้เฒ่าหญิงส่ายหน้า มองไปยังศาลาริมน้ำแล้วว่า “ต้องกลับจ้ะ จะอยู่ที่นี่เป็นก้างขวางคอไปตลอดไม่ได้”
ได้ยินผู้เฒ่าหญิงใช้คำว่าก้างขวางคอได้อย่างคล่องแคล่ว หวังเหยาก็ขำไม่หยุด เธอเอามือปิดปาก มองไปทางศาลา มองหลินจื่อซวนกับหลินจือเซี่ยกำลังทุบหลังให้เฉินจือหย่วน เจียงหนิงยืนกินน้ำส้มสายชูอยู่ข้างๆ หวังเหยาจินตนาการว่าสองพี่น้องคือหลานชายหลานสาวของตัวเองไปแล้ว
ถ้าจะมีลูกชายหนึ่งหญิงหนึ่งก็คงดี
หวังเหยาคิดในใจ
ใต้ศาลา
“ถึงตาฉันยัง?” เจียงหนิงเห็นเฉินจือหย่วนหน้าบานสะพรั่ง ก็ถามด้วยน้ำเสียงเจือจางเต็มที่
เฉินจือหย่วนหัวเราะ “จะรีบไปไหน ฉันยังไม่เสร็จเลย จือจือ ออกแรงอีกหน่อย เดี๋ยวให้กินขนมกรุบกรอบรสมันฝรั่งทอด”
เด็กหญิงถูกใจเฉินจือหย่วนเป็นพิเศษ เพราะนอกจากชอบให้ของกินเล่นอร่อยๆ บ่อยๆ แล้ว ก็ยังชอบชมเธออีกด้วย
ตอนแรกๆ เด็กหญิงจะเขินอาย ตอนนี้ไปๆ มาๆ บ่อยเข้า เด็กหญิงถึงขั้นเล่าเรื่องในโรงเรียนอนุบาลให้เฉินจือหย่วนฟังด้วยซ้ำ
“เซวียนเซวียน จือจือ กลับบ้านกัน”
