เช้าวันรุ่งขึ้น ตอนที่เฉินจือหย่วนลงมาจากชั้นบน เจียงจิ่งหมิงกำลังโทรศัพท์กับหวังเหยาอยู่พอดี อาจเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าบนบันได เจียงจิ่งหมิงก็ตอบรับไปสองสามคำ แล้วรีบวางสาย
เหมือนเมื่อวาน ทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันระหว่างกินอาหารเช้า
หลังกินเสร็จแล้ว เจียงจิ่งหมิงถึงเรียกเฉินจือหย่วนไปที่ห้องหนังสือชั้นสอง เขาเดินไปเปิดม่านให้แสงแดดส่องลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วเปิดตู้เก็บของสี่สิ่งล้ำค่าแห่งห้องหนังสือ ค้นไปพลางพูดไปว่า “ก่อนหน้านี้นายบอกว่าอยากได้อักษรสองภาพไปแขวนที่บ้านใช่ไหม? พอดีวันนี้มีเวลา ฉันจะเขียนให้สักสองแผ่น”
“ดีเลยครับ”
เจียงจิ่งหมิงหยิบกระดาษสาที่เก็บรักษามาหลายปีออกมาจากชั้นล่างสุด กระดาษหนึ่งปึกนี้คนในวงการเรียกกันว่า ‘สามจั้งสาม’ ราคาขายสูงถึงหมื่นห้าพันหยวน แถมยังมักมีราคาแต่หาซื้อไม่ได้ ต่อให้เจียงจิ่งหมิงหลงใหลการเขียนพู่กันมากแค่ไหน หลายปีมานี้ก็ไม่ค่อยได้ใช้กระดาษสาปึกนี้สร้างงาน
เฉินจือหย่วนไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังอะไร ได้แต่ยืนดูเงียบๆ อยู่ข้างๆ
เจียงจิ่งหมิงตัดกระดาษอย่างระมัดระวัง วางราบบนโต๊ะเขียนหนังสือ จากนั้นใช้แท่งทับกระดาษกดไว้ทั้งสองด้าน แล้วก็หยิบพู่กัน หมึก และจานฝนหมึกออกมา
เฉินจือหย่วนเห็นดังนั้นก็เดินเข้าไปเทน้ำหนึ่งฝาขวดลงในจานฝนหมึก แล้วใช้แท่งหมึกวนเป็นวงฝนหมึก
“อยากให้ฉันเขียนอะไรให้นายดี?”
เฉินจือหย่วนเริ่มคิดอย่างจริงจัง
