บะหมี่ผัดซอสชามนี้ไม่อร่อยเท่าคราวที่กินในเมืองหลวง จุดนี้เฉินจือหย่วนรู้แก่ใจดี
แต่ถึงยังไงก็เป็นฝีมือทำเองที่บ้าน พอมีความภูมิใจผสมอยู่ด้วย ก็เลยเหมือนเพิ่มคะแนนให้บะหมี่ชามนี้ขึ้นมาหน่อยโดยไม่รู้ตัว
หวังเหยาและเจียงหนิงก็ให้เกียรติมาก ปกติตอนเย็นทั้งคู่กินน้อย แต่กลับซัดบะหมี่หมดชาม
ตอนนั้นพระอาทิตย์เพิ่งตกดิน ความร้อนระอุช่วงท้ายถูกสายลมยามค่ำพัดพาจนสลาย หวังเหยาเสนอให้ออกไปเดินเล่นย่อยอาหาร
เฉินจือหย่วนแช่ชามไว้ในอ่างใบใหญ่ ตั้งใจจะกลับมาล้างทีหลัง
ส่วนเจียงหนิงวิ่งกลับไปที่เรือนหลัก หยิบไอติมออกมาจากตู้เย็นสามแท่ง ตัวเองเก็บรสลิ้นจี่ไว้หนึ่งแท่ง แล้วยื่นอีกสองแท่งให้หวังเหยากับเฉินจือหย่วน
“ฉันไม่กินแล้ว ท้องจะแตกแล้ว” หวังเหยาไม่ยอมยื่นมือไปรับ แถมยังหัวเราะพลางพูดว่า “เธอกินแบบนี้ต่อไป เดี๋ยวก็อ้วนขึ้นหรอก”
เจียงหนิงไม่ยี่หระ “อ้วนก็อ้วนสิ”
เห็นเฉินจือหย่วนยิ้มกริ่ม เจียงหนิงเดินเข้าไปศอกใส่เขาทีหนึ่ง ปากก็พูดอย่างหมั่นไส้ “นายหัวเราะอะไร?!”
น่าจะตอนก่อไฟเมื่อกี้มีขี้เถ้าปลิวลงบนผมเจียงหนิง เฉินจือหย่วนยื่นมือไปปัดให้เบา ๆ พลางพูดไปด้วย “อ้วนขึ้นหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก ยังไงฉันก็ไม่รังเกียจอยู่แล้ว”
“เชอะ~”
เจียงหนิงเบี่ยงตัวหลบ ไม่อยากให้เฉินจือหย่วนเห็นมุมปากที่ยกขึ้น ยัดไอติมทั้งสองแท่งใส่มือเฉินจือหย่วนแล้วก็เดินนำออกไปจากลานบ้านก่อน
หวังเหยาก็ยิ้ม “ให้ฉันถือมือถือให้ไหม”