คราวนี้ทำมอลต์ทอฟฟี่ ใช้ข้าวสาลีกับข้าวเหนียวไปไม่น้อย แถมมอลต์ทอฟฟี่ก็เป็นแค่ขนมกินเล่นของเด็ก ๆ ดังนั้นนอกจากหลินเซี่ยงหนานที่แบ่งไปสองกระปุกแล้ว คนอื่นก็ไม่มีใครเอา
ตอนหลินเซี่ยงหนานได้รับขนมมา เธอก็คิดไว้แล้วว่าจะแบ่งอย่างไร ถ้าวันนี้หลินเซี่ยงซีทำข้อสอบได้ดี เธอจะแบ่งให้เขาหนึ่งกระปุก
แต่พอกลับไป เธอก็เห็นหลินเซี่ยงซีเดินออกมาจากห้องของลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็อดแยกเขี้ยวไม่ได้ ไม่รู้ว่าไปกระทบแผลตรงไหนเข้า
พอเห็นหลินเซี่ยงหนาน หลินเซี่ยงซีก็รีบทำท่าทางสงบนิ่ง สีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเดินยิ้มแฉ่งเข้ามาหา “พี่ครับ ผมทำข้อสอบเสร็จแล้ว พี่จะตรวจไหม”
“ได้สิ เอามา” หลินเซี่ยงหนานยื่นมือไปหาเขา
ข้อสอบมีแค่สองแผ่น แต่ลายมือบนกระดาษกลับมีตั้งห้าหกแบบ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไปหาคนมาช่วยทำ
“ใครช่วยทำให้”
“ก็...ก็พวกพี่น้องของผมนั่นแหละครับ” หลินเซี่ยงซีเกาหัว อึกอักถามว่า “พี่รู้ได้ยังไงครับ”
“มองแวบเดียวก็รู้แล้ว” หลินเซี่ยงหนานกลอกตา “หาคนช่วยทำการบ้านก็ไม่ว่า แต่ก็น่าจะหาใครที่ทำเป็นหน่อยสิ โจทย์คณิตศาสตร์ในแผ่นนี้ผิดไปตั้งเกินครึ่ง”
ตอนเรียนโรงเรียนประถมในเครือโรงงานเหล็กยังพอไหว เพราะเป็นลูกหลานพนักงานกันทั้งนั้น ครูกล้าลงมืออบรมเด็ก ๆ
แต่ครูโรงเรียนมัธยมข้างนอกไม่กล้าขนาดนั้น ไม่กล้าควบคุมนักเรียนเลย ต่อให้มีครูเข้มงวดอยู่บ้าง ช่วงสองปีก่อนที่เหตุการณ์วุ่นวายหนัก พวกเขาก็ถูกปั่นจนหมดกำลังใจ
เด็กอายุสิบกว่าขวบเป็นวัยที่ไม่รู้จักดีชั่วที่สุด ถ้าคุมเข้มเกินไป วันรุ่งขึ้นนักเรียนก็อาจเอาป้ายตัวโต ๆ ไปแปะบนกำแพง ด่าครูว่าเป็นพวกเก้าเหม็น