การนัดบอดในครั้งนี้น่าสนใจกว่าที่เจียงนีและหลิ่วเจียเหรินคิดไว้เสียอีก
เจี่ยงเฟิงยวี่พูดจามีมุกตลกไม่หยุด ไม่มีท่าทีวางก้ามแบบคุณหนูคุณชายเลยสักนิด แถมยังพูดติดสำเนียง ทำเอาหลิ่วเจียเหรินหัวเราะได้ทุกเรื่อง
“ผมไปเที่ยวหาพวกพี่น้องต่างเมืองอยู่แท้ ๆ แต่ตาเฒ่าที่บ้านดันร้องห่มร้องไห้ให้ผมกลับมาบ้านัดบอด บอกว่าคราวนี้บรรพบุรุษแปดรุ่นช่วยดลบันดาลให้เจอคนที่น่ารักจิตใจดี ถ้าผมแลกแชทกันต่อได้เมื่อไหร่ พรุ่งนี้แกจะรีบไปจุดธูปไหว้บรรพบุรุษแปดรุ่นเลย”
พูดไปก็หยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดหน้าแอปแชทลับของตัวเองขึ้นมา “คุณหญิงคนสวยทั้งสองเห็นใจหน่อย จะลองแลกแชทกันดูไหม ให้ตาเฒ่าบ้านผมได้มีโอกาสไปไหว้บรรพบุรุษกันหน่อย”
หลิ่วเจียเหรินสแกนเพิ่มเพื่อนพลางหัวเราะคิก “แชทลับนายนี่มีเพื่อนผู้หญิงกี่คนแล้วล่ะ คุณชายเจี่ยงใช้วิธีจีบสาวเก่งนะเนี่ย”
เจียงนีไม่ได้ขยับ
เจี่ยงเฟิงยวี่รู้จักกาลเทศะดี เมื่ออีกฝ่ายไม่มีท่าทีสนใจ รอให้คำขอของหลิ่วเจียเหรินส่งมาเสร็จก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจัดการต่อ ไม่ปล่อยให้บรรยากาศอึดอัด
“ไม่มีทาง ผมมีแต่เพื่อนผู้ชาย เต็มไปด้วยหนุ่มหล่อ”
หลิ่วเจียเหรินมองเขาด้วยหางตา “นายเป็นเกย์เหรอ”
เจี่ยงเฟิงยวี่แยกเขี้ยว “ชายแท้ครับ สิ่งนี้เรียกว่าการถนอมตัว”
เขาตบอกตัวเองอย่างภาคภูมิ “ชายบริสุทธิ์คนสุดท้ายของศตวรรษที่ 21 แรร์ไอเทมหาตัวจับยาก”
หลิ่วเจียเหรินหัวเราะจนตัวงออีกหน เธอรู้จักคนรวยมากต่อมาก แต่เพิ่งเคยเจอคนเฮฮาแบบนี้ครั้งแรก ก็เลยบันทึกชื่อให้ว่า ลูกชายเจ้าสัวใจซื่อ
พูดคุยกันอีกพักก็ได้เวลาทานข้าว
ระหว่างรออาหาร โทรศัพท์ของเจียงนีก็สั่น
เธอเดาได้แทบจะทันทีว่าใครเป็นคนส่งข้อความมา
แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายส่งข้อความมาตอนกลางวัน เจียงนีนึกถึงมือข้างที่พันผ้าพันแผลอยู่ ก็เลยปลดล็อกโทรศัพท์อย่างเป็นปริศนา
[***]: เมื่อคืนโดนน้ำ วันนี้ไปให้หมอเปลี่ยนแผลโดนดุยก
[***]: (รูปภาพ)
[***]: ทำอะไรไม่ได้หลายวันแล้ว ส่งวิดีโอให้พี่ไม่ได้นะ (น่าสงสาร)
ทำไมถึงโดนน้ำ คำตอบไม่ต้องพูดก็รู้
ส่วนรูปที่ส่งมาเป็นรูปมือ ถ่ายที่โรงพยาบาล รอยแผลยาวเห็นชัดเจน ถึงแม้ยาจะกลบความน่ากลัวของแผลไปบ้างแล้ว แต่เจียงนียังคงขมวดคิ้วแน่นโดยไม่รู้ตัว
สภาพนี้ยังจะคิดแต่เรื่องพวกนั้นได้อีก ไอ้โรคจิตนี่มัน... ความต้องการทางเพศแรงจัดจริง ๆ
กินเสร็จข้าวเสร็จ เจี่ยงเฟิงยวี่ก็เชิญไปดูหนังอย่างกระตือรือร้น เจียงนีดูแล้วหลิ่วเจียเหรินกับเขาคุยกันถูกคอดี จึงไม่อยู่เป็นก้างต่อ
เธอหาข้ออ้างแบบขอไปทีแล้วนั่งแท็กซี่กลับ เจี่ยงเฟิงยวี่เลยถามขึ้นว่า “เพื่อนนายนี่เย็นชาจัง สองคนนี้เล่นด้วยกันได้ไงเนี่ย”
คนหนึ่งเยือกเย็นจนหนาว อีกคนร่าเริงจนร้อน แทบไม่เหมือนคนที่จะมาเจอกันได้เลย
หลิ่วเจียเหรินตอบว่า “เพื่อนตั้งแต่เด็ก นีนีของฉันภายนอกดูเย็นชา แต่จริง ๆ ใจอ่อนและอ่อนโยุนนะ ว่าไง ชอบนีนีของฉันเหรอ”
เจี่ยงเฟิงยวี่ตอบตรง ๆ “แวบแรกก็ตะลึงเลยครับ เธอผิวขาวมาก หน้าตาเหมือนหลุดมาจากภาพวาด สวยจนไม่เหมือนคนจริง แต่ผมไม่ค่อยชอบนิสัยแบบนี้ กลัวเธอรำคาญความซื่อของผม”
“ฮ่า ๆ...” หลิ่วเจียเหรินหัวเราะอีก ในใจคิดว่า ใครเจอนายก็ต้องรู้สึกว่านายซื่อหมดแหละ
แต่พูดตามตรง เจี่ยงเฟิงยวี่หล่อมาก หน้าตาดูเป็นคนเจ้าชู้ แต่มีดวงตาที่ใสซื่อมาก
หลิ่วเจียเหรินนึกอยากนอนกับเขาขึ้นมา
ตอนนั้น เธอไม่ใส่ใจที่เจี่ยงเฟิงยวี่บอกว่าตัวเองเป็นชายบริสุทธิ์เลยสักนิด เพราะไม่เชื่อตั้งแต่แรกแล้ว
*
เจียงนีนั่งลิฟต์ขึ้นไปชั้นบน เขตที่พักนี้แต่ละชั้นมีสามลิฟต์สองบ้าน สองบ้านอยู่ตรงข้ามกัน ซ้ายขวาไม่รบกวนกัน
ตรงข้ามกับห้องเจียงนีเป็นบ้านของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวกับลูกสาวของเธอ เด็กผู้หญิงเพิ่งขึ้นมัธยมปลายปีแรก เจียงนีเคยได้ยินมาจากโจวอี๋ว่ากำลังเรียนอยู่โรงเรียนเอกชนนานาชาติ
ปกติเจียงนีไม่ค่อยได้เจอสองแม่ลูก เพราะเด็กไปโรงเรียนกินนอน กลับมาตอนวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวนั่นงานยุ่งกว่าเจียงนีอีก ไม่ค่อยกลับบ้าน
วันนี้แปลก ประตูฝั่งตรงข้ามเปิดกว้าง ทั้งมีเสียงเถียงกับร้องไห้ดังออกมาด้วย
“อะไรนะฉันเลี้ยงลูกไม่เป็น ฉันไม่แคร์ลูก ฉันทำงานหนักแทบตายทุกวันเพื่ออะไร”
“ก็ไอ้เรื่องรักใคร่ในวัยเรียนนั่นแหละที่ทำเธอ เรื่องฆ่าตัวตายอะไร ไม่แน่ก็หนีตามไอ้เด็กผู้ชายนั่นไปแล้ว”
เจียงนีไม่ใช่คนชอบดูเรื่องคนอื่น ยิ่งไม่ทำการใหญ่โตไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของบ้านอื่น เธอหมุนตัวกลับบ้านตัวเองทันทีที่ปิดประตู โจวอี๋ก็มารับกระเป๋า
พูดด้วยเสียงที่ตั้งใจกดให้เบาลงถามเจียงนี “คุณหนู ตอนกลับมาเห็นอะไรมาไหม”
เจียงนีตอบ “เกิดอะไรขึ้น”
โจวอี๋ทำงานเสร็จทุกวันก็จะไปเดินเล่นแถวบ้านเมาท์ชาวบ้าน เป็นเหมือนผู้รอบรู้ไปซะทุกเรื่อง “อ้อ เช้านี้หลังจากคุณออกไปไม่นาน คุณอู๋ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็กลับมา แต่ไม่เจอลูกสาว เห็นแค่จดหมายลาตาย...”
มิน่าถึงได้ยินผู้หญิงคนนั้นพูดถึงคำว่า “ฆ่าตัวตาย”
เจียงนีถาม “ไม่ได้แจ้งตำรวจตามหาคนเหรอ”
โจวอี๋: “ยังเลย เธอไปที่โรงเรียน รีบไปดูหอพักก็ไม่มีคน เพื่อนบอกว่ามีเด็กผู้ชายมารับไป”
ลองคิดดูแล้วไม่สมเหตุสมผล เด็กผู้หญิงถูก “แฟน” ที่กำลังคบกันมารับไป แล้วกลับบ้านมาทิ้งจดหมายลาตายไว้ให้ผู้ใหญ่ ถ้าเป็นจริง ๆ ว่าหัวรั้น ก็ควรจะเขียนว่า “หนีออกจากบ้าน อย่าตามหาฉัน” มากกว่า
เจียงนีกลับไปที่รองเท้าหน้าประตู ตั้งใจใส่รองเท้าส้นเตี้ย “ฉันไปดูหน่อย”
โจวอี๋ตามเธอออกไปด้วย
เจียงนีเคาะประตูที่เปิดอยู่ “สวัสดี ฉันเป็นเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม นามสกุลเจียง”
อู๋เหวินอี๋เพิ่งวางสายโทรศัพท์ กำลังนั่งซบหน้าบนโซฟาในห้องนั่งเล่น
“ฉันเข้าใจความรู้สึกคุณดี ยังไงคุณก็คงหวังให้ลูกสาวกลับมาปลอดภัยใช่ไหม” เจียงนีค่อย ๆ เข้ามาใกล้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
อู๋เหวินอี๋เคยเจอเธอหลายครั้ง รู้จักโจวอี๋ที่อยู่ข้างหลังด้วย แถมทุกคนเป็นผู้หญิงด้วยกัน ก็เลยไม่ระวังตัวมากนัก คำพูดของเจียงนียังแทงเข้าไปที่จุดอ่อน เธอเช็ดน้ำตาตอบว่า “...นั่งก่อนสิ”
แล้วก็แถด้วยความดื้อดัน “ฉันไม่ได้เป็นห่วงเธอ ฉันเลี้ยงเธอมาคนเดียวจนโตขนาดนี้ เธอไม่เห็นใจฉันเลย คะแนนแย่ลงทุกวัน หนีเรียน ยังมีแฟน... แล้วยังมาเขียนจดหมายลาตายข่มขู่ฉันอีก ฉันไม่อยากได้ลูกแบบนี้”
เจียงนีรับคำทันที “ขอดูจดหมายลาตายหน่อยได้ไหม”
จดหมายนั้นตกอยู่บนพื้น แม้เจียงนีจะถามไปอย่างนั้น แต่ก็หยิบขึ้นมาอ่านทันที จดหมายลาตายไม่ยาว ไม่มีคำพูดก้าวร้าวหรือต่อว่าอะไร กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความเศร้าเสียใจ
[ขอโทษนะแม่ หนูรู้ว่าแม่เหนื่อยมาก แต่หนูก็เหนื่อยเหมือนกัน หนูอยากไปหาพ่อ]
[แม่ดูแลตัวเองด้วยนะ]
[ชาติหน้าหนูจะไม่เกิดมาเป็นลูกเป็นภาระของแม่อีกแล้ว]
เจียงนีจับประเด็นสำคัญได้ “ขอถามหน่อย พ่อของเขา...”
อู๋เหวินอี๋เม้มปาก หลุบตาลง “...เสียชีวิต”
“คุณอู๋ ฉันคิดว่าลูกสาวคุณไม่ได้ข่มขู่หรืองอแงนะ แต่เธออยากจะฆ่าตัวตายจริง ๆ” เจียงนีหยิบโทรศัพท์มากดโทรหาตำรวจทันที
น้ำเสียงที่มั่นใจของเธอทำให้อู๋เหวินอี๋ใจสั่น
“แต่... แต่เพื่อนบอกว่าแฟนมารับไปอย่างมีความสุข... เธอจะ...”
เจียงนีรายงานตำรวจอย่างกระชับ บอกที่อยู่ หันมาตอบ “แล้วถ้าเพื่อนของลูกคุณโกหกล่ะ”
ก่อนจะมีหลักฐานแน่ชัด เจียงนีเลือกที่จะเชื่อสัญชาตญาณและการตัดสินใจของตัวเองก่อน
“สุสานของพ่อเธออยู่ที่ไหน”
อู๋เหวินอี๋ลุกขึ้นทันที “เขตสุสานวีรชนภูเขาอันซาน...”
เจียงนีอึ้ง สบกับดวงตาที่เห็นรอยตีนกาชัดเจน นัยน์ตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความกังวลและความกลัวที่แทบจะทะลักออกมา
“ฉันเรียกรถ...” มือที่ใช้โทรศัพท์ยังสั่นเทา
เจียงนีว่า “ไม่ต้อง ฉันมีรถ โจวอี๋ คุณอยู่ที่นี่รอคุณตำรวจมานะ ให้พวกเขาไปตรวจกล้องวงจรปิดที่โรงเรียน ฉันพาคุณอู๋ไปเขตสุสานก่อน”
โจวอี๋รีบรับคำ “ได้ค่ะ วางใจ ฉันรู้ว่าต้องพูดอะไร”
*
ยังดีที่วันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์ ในเมืองไม่ติด ปกติใช้เวลาเดินทางกว่าชั่วโมง เจียงนีใช้แค่ 40 นาที
ตอนลงทะเบียนเข้าสุสาน เจ้าหน้าที่บอกว่ามีเด็กผู้หญิงมาแล้วแต่ยังไม่กลับ เจียงนีดูเวลาลงทะเบียน ก็คือเมื่อสองชั่วโมงก่อน
ใจเธอหล่นวูบ
อู๋เหวินอี๋ร้องไห้เรียก “เหยาเหยา” แล้ววิ่งเข้าไป เจียงนีตามไปติด ๆ มือกำลังต่อสายไปที่ 1669 พร้อมกัน
สองชั่วโมง... ถ้าฆ่าตัวตายจริง เด็กก็คงจะไม่รอด
ย่างเข้าหน้าร้อนแล้วอากาศเริ่มร้อน แต่ในสุสานเพราะร่มเงาของต้นสนไซเปรส ลมที่พัดผ่านยังเย็นอยู่บ้าง
เจียงนีตามอู๋เหวินอี๋ไปจนถึงสุสานหนึ่ง เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงนั่งพิงแผ่นหลังกับหลุมศพอยู่บนพื้น ความตึงเครียดก็คลายทันที
อู๋เหวินอี๋วิ่งเข้าไปกอดเด็กแน่น หายใจแรงพลางร้องไห้ ข้างตัวเด็กมีมีดเล่มเล็ก มีเลือดติดแต่ไม่มาก
สิ่งที่ทำให้อู๋เหวินอี๋เจ็บปวดที่สุดคือเห็นสภาพที่มีรอยฟกช้ำและดวงตาที่ไร้ประกายของเด็ก
“เกิดอะไรขึ้น... เหยาเหยา ใครรังแกหนู... ใช่แฟนนั่นทำร้ายหนูหรือเปล่า”
“แม่จ๋า หนูบอกหลายครั้งแล้วว่าหนูไม่มีแฟน” เด็กปิดตา น้ำตาไหลเงียบ ๆ “แต่ทำไมแม่ถึงไม่เคยเชื่อหนูเลย...”
“เชื่อ แม่เชื่อ ขอโทษนะ... คราวนี้หนูพูดอะไรแม่จะฟังจริง ๆ เชื่อหนู...”
พูดจบ เด็กก็สลบไผลในอ้อมแขนของอู๋เหวินอี๋
ยังดีรถพยาบาลมาเร็วมาก เจียงนีขับรถตามหลังรถพยาบาลไปถึงโรงพยาบาล
เฉินซือเหยามีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้ายทั่วตัว ไม่ใช่แค่แผลใหม่ ยังมีรอยแผลเก่าหลายแห่งซ้อนทับกัน น่าสยดสยอง
ตำรวจก็ได้ข้อมูลมาบ้างแล้ว จึงตามมาหาอู๋เหวินอี๋
“เราตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ประตูโรงเรียนแล้ว เมื่อคืนหลังเลิกเรียนภาคค่ำ เฉินซือเหยาออกจากโรงเรียนด้วยตัวเอง ไม่มีเรื่องที่แฟนมารับแต่อย่างใด เมื่อกี้คุณหมอแจ้งผลตรวจว่าเฉินซือเหยาน่าจะกำลังโดนเพื่อนแกล้งที่โรงเรียน เราแนะนำให้คุณติดต่อผู้ปกครองและโรงเรียนอีกฝ่ายเพื่อพูดคุยจัดการ เพราะเป็นผู้เยาว์กันทั้งนั้น”
อู๋เหวินอี๋กำลังจะตกลง แต่เจียงนีก้าวเข้ามา ลูบหลังเธอเบา ๆ พูดด้วยเสียงหนักแน่น “เราขอยื่นให้ตรวจสอบบาดแผลและความเสียหายทางจิตใจก่อน เมื่อผลออกค่อยมาว่ากันว่าจะตกลงส่วนตัวหรือจะดำเนินคดีอาญาต่ออีกฝ่าย”
ตำรวจมองเธอด้วยหางตา รู้ว่าเธอรู้กฎหมาย จึงไม่พูดอะไรมาก “ได้ งั้นไว้ติดต่อกันอีกที”
