เมฆก้อนหนึ่งลอยเดียวดายอยู่ริมฟ้า
แสงตะวันยามเย็นจากแดนไกลคล้อยอยู่เหนือยอดเขา
ยามราตรีมาเยือนนครเซิ่งจิงก็แต่งแต้มด้วยสีแดงแปลกตา ครึ่งหนึ่งเป็นเงาแสงอัสดงที่ยังหลงเหลือ อีกครึ่งเป็นแสงไฟสว่างไสว งดงามจนมิอาจหาสิ่งใดมาเปรียบ!
รถม้าวิ่งไปตามทางสายเล็กที่มุ่งสู่เขตหมิงเต๋อ
เฉินเยี่ยนเซียวนอนแผ่หลาบนเตียงนุ่ม ส่งเสียงกรนสนั่น ส่วนถังตันชิงนั่งหน้าบึ้งอยู่ตรงประตู เอนกายพิงกรอบประตู ทอดสายตามองทิวทัศน์อาทิตย์อัสดง
ลู่สืออันนั่งขัดสมาธิบนเบาะกลม หลับตาพักผ่อน ทว่าความจริงกำลังค้นหาบทกวีจากดาวครามในห้วงความคิดอย่างไม่หยุดยั้ง หวังเพิ่มพูนระดับบำเพ็ญให้เร็วที่สุด.......
ในเวลานั้นเอง
เฉินเยี่ยนเซียวที่ควรหลับสนิทไปแล้วกลับเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “วันนี้เจ้าหนูไปทำอะไรมากัน เหตุใดกลิ่นคาวเลือดบนตัวถึงแรงนัก?”
ใจลู่สืออันสะท้านวูบ เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น จึงเห็นว่าเฉินเยี่ยนเซียวตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ อีกฝ่ายเปิดจุกน้ำเต้าสุราแล้วแหงนหน้ากระดกดื่มอึกใหญ่
“เอ่อ ไม่ได้ทำอะไรขอรับ แค่ไปหอวั่งเจียงมารอบหนึ่ง”
“ก่อนจะไปหอวั่งเจียงเล่า?”
เฉินเยี่ยนเซียวมีท่าทีเหมือนจะซักไซ้ให้ถึงที่สุด
ลู่สืออันหมดหนทาง จำต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าตามความจริง
หลังฟังเรื่องราวจบ เฉินเยี่ยนเซียวก็ส่งเสียง ‘อ้อ’ อย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอียงศีรษะเตือนว่า “ระวังชุยเป่าจูแห่งตระกูลชุยเจียงจิ่วให้ดี นางเป็นหญิงบ้าบิ่นอย่างแท้จริง เจ้าฆ่าบุตรชายสุดที่รักของนาง นางย่อมต้องหาทางตามหาเจ้า แล้วไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็จะให้เจ้าตายตามบุตรชายไป”
ลู่สืออันขมวดคิ้ว ก่อนหันมองเฉินเยี่ยนเซียวอย่างฉงน “เดี๋ยวก่อน ฟังจากน้ำเสียงท่านแล้ว ทำไมข้ารู้สึกว่าท่านกำลังรอดูเรื่องสนุกอยู่ล่ะ?”
“ก็ใช่น่ะสิ กำลังดูเรื่องสนุกอยู่”
ผู้ตอบมิใช่เฉินเยี่ยนเซียว แต่เป็นถังตันชิงที่เอนพิงธรณีประตูชมทิวทัศน์
