“หึ ๆ~”
ชุยเหลียงอวี้ใช้มือขาวดุจหยกเคาะกรอบหน้าต่างเบา ๆ ดวงตาคู่งามราวกับสตรีฉายแววดูแคลนอยู่หลายส่วน
ราวกับการประลองของคนทั้งสองเบื้องล่างเป็นเพียงการละเล่นไร้สาระ ชวนให้เบื่อหน่าย
“น้องเหลียงอวี้ เจ้าคิดว่าเผยสิงจือจะชนะหรือไม่?”
“ใช่แล้ว น้องชายคนดี หากคราวนี้แพ้อีก ชื่อเสียงของตระกูลขุนนางเราคงป่นปี้แน่”
ชุยเหลียงอวี้ฟังเสียงสตรีหลายคนด้านหลังพูดคุยกันจ้อกแจ้ก คิ้วตาพลันเผยสีหน้ารำคาญ
แต่พอหันกลับมา เขากลับทำท่าอ่อนแอแล้วกล่าวว่า “พี่สิงจือยังไม่ได้ประทับคัมภีร์รู้โลกเลย ศึกนี้คงยากจะคาดเดา พี่หญิงทั้งหลาย หากพี่สิงจือแพ้ พวกท่านคงไม่ให้ข้าลงไปสู้กับนักบู๊ต้าฝูกระมัง?”
หญิงสาวทั้งหลายสบตากัน ก่อนพร้อมใจกันส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ไม่หรอก น้องเหลียงอวี้ไม่อยากสู้ก็ไม่ต้องสู้ อย่างมากพวกพี่จะลงไปประลองกับพวกนักบู๊หยาบคายเหล่านั้นเอง”
“จริงหรือ? พี่หญิงทั้งหลายดีกับเหลียงอวี้ยิ่งนัก!”
“อย่างมากก็ให้คนจากตระกูลหลี่แห่งหลงซีลงมือ พวกเขาก็เป็นนักบู๊เหมือนกัน ย่อมควรไปสู้กับคนต้าฝู!”
“ใช่ ๆ ให้ตระกูลหลี่แห่งหลงซีลงไปสู้เถอะ น้องเหลียงอวี้ไม่ต้องกังวลนะ”
ชุยเหลียงอวี้ยิ้มพลางพยักหน้า
เขาหันกลับไปมองนอกหน้าต่าง รอยยิ้มบนใบหน้าพลันเลือนหาย ราวกับเมื่อครู่เพิ่งทำเรื่องน่าขยะแขยงอะไรลงไป.......
.......
ห่างจากหอวั่งเจียงไปหลายร้อยเมตร
อีกฟากฝั่งของแม่น้ำฉวี่เจียง มีหอคอยสูงตระหง่านเช่นกัน ทว่ากลับดูขรึมขลังและโอ่อ่าสง่างามยิ่งกว่า
สถานที่ซึ่งหอคอยแห่งนี้ตั้งอยู่มีนามว่าวัดไป๋หม่า เป็นหนึ่งในสถานที่บำเพ็ญฌานไม่กี่แห่งของต้าจิ่ง
ยามนี้ บนยอดหอคอยที่ก่อขึ้นจากศิลาดำ
มีคนร่างสูงใหญ่หลายคนยืนอยู่บนชายคากระเบื้อง
“ท่านลุงรอง ท่านอาเล็กบอกว่าอีกไม่กี่วันก็จะนำทัพขึ้นเหนือแล้ว ไม่มี...ไม่มีเวลามาพบท่านขอรับ”
ผู้พูดเป็นชายหนุ่มผมสั้นเกรียน ผิวคล้ำ ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม สูงราวแปดฉื่อสามชุ่น แม้สวมชุดประจำวันของผู้บำเพ็ญขงจื๊อ แต่กล้ามเนื้อแขนที่นูนแน่นก็เผยให้เห็นได้ไม่ยากว่าร่างกายของเขากำยำผิดธรรมดา
