“โอ๊ยแม่เจ้า เนื้อนี่เหตุใดถึงอร่อยปานนี้!”
“ข้าผู้เฒ่าเฉิงสังหารสัตว์อสูรมาหลายสิบปี ที่แท้ก็เสียเปล่ามาตลอด ฮือ ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเนื้อสัตว์อสูรอร่อยขนาดนี้~”
เสี่ยวฉานกับเสี่ยวเจวียนเห็นดังนั้นก็ยกมือปิดปาก แอบหัวเราะอยู่ข้าง ๆ
“เฉิงคนเชือดหมู เจ้าทึ่มนี่ช่วยสำรวมสักหน่อยได้หรือไม่”
ฉินอู๋จิ่วถอนใจพลางคลึงหว่างคิ้ว แต่เฉิงคนเชือดหมูพูดไม่ผิดอยู่ข้อหนึ่ง เนื้อสัตว์อสูรเมื่อนำมาปรุงด้วยวิธีอื่น กลับอร่อยถึงเพียงนี้
ตระกูลฉินของเขาแต่ก่อนก็เป็นตระกูลใหญ่มีหน้ามีตา แม้ฉินอู๋จิ่วจะไม่ถึงกับกินอาหารเลิศรสจนเบื่อมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่เคยต้องอดอยากเรื่องอาหารการกิน
แต่...เนื้อที่อร่อยถึงเพียงนี้ นับว่าเปิดหูเปิดตาเขาจริง ๆ
“เหล่าฉิน กระดูกที่เจ้าถืออยู่ยังมีเนื้อติดไหม ถ้าไม่กินแล้วก็ส่งมาให้ข้าแทะสักสองคำ”
“ไสหัวไป!”
ฉินอู๋จิ่วเตะเฉิงคนเชือดหมูอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นหันกลับไปมองเฉินเยี่ยนเซียวที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ตรงโต๊ะหลัก
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของเขา เฉินเยี่ยนเซียวเหลือบตาขึ้นน้อย ๆ มองมาทางนี้
ทั้งสองสบตากัน ฉินอู๋จิ่วก็รู้สึกผิดจนใจคอไม่ดี รีบก้มหน้าแทะกระดูกต่อ
เฉินเยี่ยนเซียวขมวดคิ้วน้อย ๆ เลียน้ำเนื้อบนมือ ยกคนโทสุราขึ้นกรอกเข้าปากโดยตรง ดื่มไปอึกใหญ่แล้วใช้แขนเสื้อเช็ดปากอย่างลวก ๆ ก่อนส่งกระแสเสียงลับว่า “เรื่องในคราวนั้น พวกเจ้าก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายเช่นกัน เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้ผ่านไปเถิด”
ฉินอู๋จิ่วชะงักมือที่กำลังแทะกระดูก
ส่วนเฉิงคนเชือดหมูสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เงยหน้ามองเฉินเยี่ยนเซียวอย่างหวาดผวา ครั้นเห็นอีกฝ่ายไม่ได้มองตน จึงค่อยมีเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก แล้วหันไปมองฉินอู๋จิ่วที่อยู่ข้าง ๆ
ฉินอู๋จิ่วส่งสายตาห้ามไม่ให้เขาวู่วาม
จากนั้นจึงส่งกระแสเสียงตอบว่า “ขอบคุณซื่อจื่อที่เข้าใจพวกข้า เพียงแต่...ท่านลืมเรื่องนั้นไปจริง ๆ หรือ หรือท่านไม่คิดแก้แค้นให้พระสนม?”
