วันถัดมา
ไก่ขันสามหน
เสี่ยวฉานรีบร้อนวิ่งเข้ามาในห้องนอน เห็นลู่สืออันยังคงนอนหลับอุตุอยู่
“คุณชายเจ้าคะ ยามเหม่าเลยมาแล้ว เหตุใดท่านยังไม่ลุกอีกเจ้าคะ!”
ลู่สืออันขยี้ตา หาวหวอด ก่อนกล่าวว่า “จะรีบร้อนไปไย ข้าเป็นอาจารย์สอน มิใช่ศิษย์ ถึงเวลาตรวจชื่อก็ไม่เกี่ยวกับข้าสักหน่อย”
“แต่ว่าคุณหนูรองมาทวงถามตั้งแต่เช้าแล้วนะเจ้าคะ หากท่านยังไม่ลุก อีกประเดี๋ยวคุณหนูรองเอาเรื่องขึ้นมา บ่าวไม่อยากถูกโบยหรอกเจ้าค่ะ”
เสี่ยวฉานร้อนใจจนแทบร้องไห้
ได้ยินมาว่าวันนี้คุณชายจะไปทำงานที่สำนักศึกษาหมิงเต๋อ นางจึงตื่นตั้งแต่ยามอิ๋น ทั้งที่ฟ้ายังไม่สว่าง
นางลากเสี่ยวเจวียนมาช่วยทำซาลาเปาไส้เนื้อของโปรดคุณชาย แล้วยังตุ๋นน้ำแกงเห็ดหูหนูขาวเม็ดบัวหวานหอมร้อน ๆ ไว้อีกหม้อ
เดิมทีคิดว่าลู่สืออันคงตื่นก่อนยามเหม่าเสียอีก
แต่นางเรียกแล้วเรียกอีก จนยามเหม่าเลยผ่านไปแล้ว ป่านนี้คาบเรียนแรกของสำนักศึกษาคงเลิกไปแล้วกระมัง คุณชายกลับยังไม่ยอมลุก
สุดจะทน นางจึงพังประตูบุกเข้ามา
เป็นดังที่คิด คุณชายตัวร้ายยังนอนขี้เกียจอยู่จริง ๆ!
“เอาละ ๆ เลิกงอแงได้แล้ว ช่วงนี้ข้าเห็นเจ้าร้องไห้อยู่เรื่อย เป็นเพราะรู้ว่าข้าใจอ่อน ทนเห็นสตรีร้องไห้ไม่ได้หรือ ถึงได้ใจกล้าขึ้นทุกวัน กล้ามากำราบข้าแล้วหรือไร?”
เสี่ยวฉานได้ยินดังนั้น ใบหน้าน้อย ๆ พลันแดงก่ำ
“บ่าว...บ่าวเปล่านะเจ้าคะ!”
ลู่สืออันสวมเสื้อผ้าไปพลาง หยอกนางไปพลาง “ถ้าเปล่า แล้วจะร้อนตัวทำไม?”
เสี่ยวฉานหลบตา “บ่าวไม่ได้ร้อนตัวเจ้าค่ะ บ่าวแค่ร้องไห้ง่ายเท่านั้นเอง”
“เอาเถิด ๆ เจ้าร้องไห้ง่ายก็ร้องไห้ง่าย”
ลู่สืออันคร้านจะหยอกนางต่อแล้ว แม่นางน้อยคนนี้แม้ภายนอกจะดูซื่อ ๆ น่ารัก แต่แท้จริงฉลาดเป็นกรด
ประโยค ‘นักเรียนห่วยมีเครื่องเขียนเยอะ’ คราวก่อน ลู่สืออันยังจำขึ้นใจ
