วันรุ่งขึ้น
ลู่สืออันเปิดผ้าห่มออก มองกลีบดอกเหมยร่วงหล่นอยู่บนนั้น ก่อนเผยรอยยิ้มพึงพอใจ
ดังคำกล่าวที่ว่า วสันต์พัดพาใจเบิกบาน ม้าควบฉับไว เพียงวันเดียวก็ชมบุปผาทั่วฉางอัน!
“เยว่เอ๋อร์นี่แรงดีไม่เบา... สมกับเป็นยอดฝีมือขั้นจิตยุทธ์ระดับสี่ ฮิ ๆ แน่นอนว่าข้าเองก็ไม่เลวเหมือนกัน...”
ลู่สืออันพลิกตัวลงจากเตียง นวดเอวด้านหลัง ก่อนตะโกนไปทางประตู “ฉานเอ๋อร์ ฉานเอ๋อร์!”
“เจ้าคะ คุณชายบุตรเขย บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะ”
เสี่ยวฉานรีบผลักประตูเข้ามา พอเห็นลู่สืออันดูฮึกเหิมมีชีวิตชีวา ก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ “คุณชายบุตรเขย ท่านเก็บเงินได้หรือเจ้าคะ?”
ลู่สืออันกลอกตาใส่อย่างหงุดหงิด ก่อนยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “เจ้ายังเด็ก ไม่เข้าใจหรอก ตอนนี้ข้ามีความสุขยิ่งกว่าเก็บเงินได้เสียอีก”
เสี่ยวฉานทำปากยื่น คิดในใจว่า บนโลกนี้จะมีเรื่องอะไรสุขยิ่งกว่าเก็บเงินได้อีกเล่า...
“เอาละ อย่ามัวชักช้า รีบเก็บผ้าปูเตียงผืนนี้ให้ข้า อย่าเอาไปซักเด็ดขาด แค่หากล่องงาม ๆ สักใบมาใส่ไว้ก็พอ”
“เอ๊ะ?”
เสี่ยวฉานทำหน้างุนงง “ทำไมเจ้าคะ?”
ลู่สืออันกระแอมเบา ๆ อย่างกระอักกระอ่วน พลางยกมือปิดจมูกอำพราง “จะถามทำไมมากมาย ข้าบอกให้ทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ถ้ายังซักไซ้ไม่เลิก พรุ่งนี้ข้าจะไม่พาเจ้าไปเที่ยวตลาดกลางคืนแล้ว”
เสี่ยวฉานได้ยินดังนั้นก็รีบยกมือปิดปาก “อื้อ ๆ บ่าวไม่ถามแล้วเจ้าค่ะ คุณชายบุตรเขยต้องรักษาคำพูดนะเจ้าคะ”
หลังรับประทานอาหารเช้า
นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่สืออันตั้งตารอการไปเข้าเวรที่สำนักศึกษาอย่างใจจดใจจ่อ