เจียงจือกับสวี่เอ้อร์รุ่ยสะดุ้ง รีบเปิดประตูรั้วออกไปดู ก็เห็นควันดำทะมึนลอยขึ้นจากทิศทางหนึ่งนอกหมู่บ้านจริง ๆ แถมยังมีเสียงตะโกนกับเสียงเอะอะดังมาให้ได้ยิน
สวี่เสี่ยวหม่านเห็นทั้งสองคนออกมา จึงรีบบอกว่า “พี่เอ้อร์รุ่ย รีบไปกับข้าเถอะ ทางโน้นมีเรื่องกันแล้ว พวกผู้ลี้ภัยกำลังแย่งของ”
คนในหมู่บ้านทยอยออกไปกันเกือบหมดแล้ว เหลืออยู่เพียงไม่กี่ครัวเรือน พอได้ยินว่าผู้ลี้ภัยแย่งของ สวี่เอ้อร์รุ่ยก็คว้าไม้กระบองที่พิงอยู่ข้างประตูแล้ววิ่งออกไปทันที
เจียงจืออยากห้ามแต่ก็ไม่ทัน ได้แต่มองทั้งสองวิ่งหายเข้าไปในความมืดอย่างขมวดคิ้ว หวังเพียงว่าสวี่เอ้อร์รุ่ยจะไหวพริบดีสักหน่อย
นางไม่ค่อยเข้าใจนัก ผู้ลี้ภัยเป็นคนนอก อย่างไรก็คงไม่มั่นใจพอจะกล้าขัดแย้งกับคนท้องถิ่นจริง ๆ กระมัง
หมู่บ้านนี้อยู่ต่อไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าต้องขึ้นเขา
นางปิดประตูรั้ว แล้วพาเฉียวอวิ๋นเข้าไปในบ้าน “เฉียวอวิ๋น คืนนี้เรานอนไม่ได้แล้วนะ ถ้าง่วงก็นอนฟุบพักบนโต๊ะสักหน่อย พอฟ้าสางเราจะขึ้นเขากัน”
เฉียวอวิ๋นพยักหน้าหงึก ๆ อย่างแรง
เรื่องในบ้านนางไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นมากนัก สวี่เอ้อร์รุ่ยพูดอย่างไรก็ฟังสวี่เอ้อร์รุ่ย
ส่วนแม่สามีพูดอย่างไร ทั้งนางกับสวี่เอ้อร์รุ่ยก็ฟังแม่สามี
อากาศตอนนี้ยังหนาวจัด เจียงจือไปหาไม้ฟืนกองหนึ่งในห้องเก็บฟืน ไม่สนว่าจะเผาได้หรือไม่ จุดไฟขึ้นกลางโถงบ้านเพื่อผิงให้ร่างกายอุ่น
เจ้าของร่างเดิมคงไม่เคยเอาใจใส่ผู้อื่นเช่นนี้มาก่อน เฉียวอวิ๋นจึงไม่คุ้นชินเอาเสียเลย นางนั่งอยู่อีกฟากของกองไฟ แอบเหลือบมองแม่สามีเป็นระยะ
เจียงจือไม่สนใจนาง เจ้าของร่างเดิมมีนิสัยประหลาดมาแต่ไหนแต่ไร จู่ ๆ จะเปลี่ยนเป็นคนช่างพูดช่างยิ้มก็คงทำให้คนตกใจตายพอดี
ในที่สุดเสียงเอะอะด้านนอกก็ค่อย ๆ เงียบลง ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าเดินมาทางนี้
สวี่เอ้อร์รุ่ยเคาะประตู “ท่านแม่ เฉียวอวิ๋น เปิดประตูเร็ว ข้ากลับมาแล้ว!”
เจียงจือเดินไปเปิดประตู แล้วถามทันทีว่า “มีผู้ลี้ภัยมากี่คน เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นบ้าง?”
สวี่เอ้อร์รุ่ยเห็นไฟในบ้าน ก็ยื่นมือไปผิงไฟข้าง ๆ “ท่านแม่ ผู้ลี้ภัยมาแล้ว แถมยังแย่งของด้วย”
นี่มันไม่ใช่คำพูดซ้ำหรอกหรือ เสี่ยวหม่านก็บอกไปแล้วนี่
รู้ว่าสวี่เอ้อร์รุ่ยเป็นคนซื่อตรง เจียงจือจึงได้แต่รอให้เขาค่อย ๆ เล่า
ภายนอกนางดูสงบนิ่ง แต่ในใจกลับเต้นตึกตักไม่หยุด
นางเกิดมาในยุคสงบสุข ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ตอนนี้คงทำได้แค่ใช้สัญชาตญาณกับสามัญสำนึกคาดเดาไปก่อน
เฉียวอวิ๋นตักน้ำเดือดข้างกองไฟใส่ชามส่งให้สวี่เอ้อร์รุ่ย พลางเร่งให้เขาเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น
สวี่เอ้อร์รุ่ยดื่มน้ำอึกหนึ่ง ก่อนรีบบอกว่า “ผู้ลี้ภัยที่มาจากข้างนอกมีมากกว่า 20 คน ตอนแรกพวกเขาขอน้ำดื่ม จากนั้นก็ให้ท่านอาโหย่วไฉเอาอาหารมาให้ทำกิน แต่บ้านท่านอาโหย่วไฉไม่ยอม ทั้งสองฝ่ายก็เลยลงไม้ลงมือกัน
“ผู้ลี้ภัยพวกนั้นเกือบจะเผาบ้านด้วย แต่ตอนข้ากับเสี่ยวหม่านไปถึง คนของท่านอาโหย่วไฉมีมากกว่า เลยไล่พวกผู้ลี้ภัยไปได้แล้ว”
“ผู้ลี้ภัยพวกนี้น่ารังเกียจจริง ๆ!” เฉียวอวิ๋นพึมพำเสียงเบา
เจียงจือครุ่นคิดเงียบ ๆ คนที่สวี่เอ้อร์รุ่ยพูดถึงว่าโหย่วไฉก็คือคนจากไม่กี่บ้านที่แอบขโมยของตอนกลางวัน
พวกนั้นอาศัยว่าคนในบ้านมีมาก แถมเป็นชายฉกรรจ์กันหมด จึงไม่เห็นผู้ลี้ภัยอยู่ในสายตา
ผู้ลี้ภัยจะกล้าแย่งของจากพวกเขาหรือ?
ตอนนี้ผู้ลี้ภัยกำลังจะกลายเป็นพวกอันธพาล เหลืออีกไม่ไกลก็จะควบคุมไม่อยู่แล้ว หากยังดูแคลนกันต่อไป มีหวังต้องเสียเปรียบ
คืนนั้นหมู่บ้านสกุลสวี่เงียบสงัดผิดปกติ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อาจเรียกว่าสงบได้
คนที่เหลือคงสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของการปะทะกับผู้ลี้ภัยแล้ว ทุกคนจึงนอนไม่หลับ คอยถือคบเพลิงออกไปตรวจตรารอบ ๆ อยู่เป็นระยะ
เสี่ยวหม่านวิ่งมาบ้านเจียงจืออีกครั้ง บอกว่าท่านปู่ยอมขึ้นเขาแล้ว พรุ่งนี้จะออกเดินทาง
พอฟ้าสาง หมู่บ้านก็เงียบเหงาไร้ควันจากปล่องไฟ ครอบครัวของเจียงจือเองก็ต้องออกไปเช่นกัน
พวกเขาขนข้าวของทั้งหมดติดตัวไป เฉียวอวิ๋นก็ไปด้วย นางตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนกว่าแล้ว แต่ยังต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวปีนเขาด้วยตนเอง
สวี่เอ้อร์รุ่ยขนตะกร้าใบใหญ่ที่สะพายหลังอยู่หลายใบคนเดียว จึงทำได้แค่เดินไปเดินกลับหลายเที่ยว
เมื่อเจอทางขึ้นเขาที่อันตราย ก็ต้องให้เจียงจือช่วยพยุงจึงจะผ่านไปได้
คนที่ขึ้นเขาไปด้วยยังมีเสี่ยวหม่านกับปู่ย่าของเขา
เสี่ยวหม่านแบกคนที่ห่อไว้อย่างมิดชิด ปีนขึ้นเขาอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นขาคู่นั้นแทบจะลากพื้น ก็พอเดาได้ว่าคงเป็นพี่ชายคนโตที่เป็นอัมพาตนอนติดเตียง
ผู้เฒ่าทั้งสองคนต่างแบกห่อสัมภาระ แม้แต่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนั้นก็ยังสะพายของของตัวเอง
แค่ขึ้นเขายังลำบากถึงเพียงนี้ หากคิดจะหนีภัยอดอยากคงยิ่งไม่ต้องพูดถึง
นอกจากพวกเขาแล้ว ครอบครัวอื่น ๆ ที่หลบซ่อนอยู่ก็ทยอยขึ้นเขากันมา ตอนนี้ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด
ไม่ว่าจะหนีไปที่อื่นหรือขึ้นเขา ต่างก็ต้องทิ้งบ้านของตัวเอง ไม่มีใครรู้สึกดีไปได้
ทุกคนเดิน ๆ หยุด ๆ กันเหมือนกัน เพราะเตาเผากับเพิงเผาถ่านของแต่ละบ้านอยู่คนละจุด เดินไปช่วงหนึ่งก็ต้องแยกทางกัน
บ้านของเจียงจืออยู่สูงที่สุด พวกเขาขนข้าวของทั้งหมดไปไว้ในเพิงเผาถ่านของบ้านตนเองแล้ว ทุกคนจึงค่อยถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
ชาวบ้านขึ้นเขายังลำบาก พวกผู้ลี้ภัยยิ่งขึ้นเขายากกว่า แค่ยืนอยู่ด้านบนแล้วขว้างก้อนหินลงไป ก็ทำให้พวกนั้นถูกตีจนร่วงลงไปได้ ตอนนี้การอยู่ข้างบนจึงปลอดภัยไปชั่วคราว
แน่นอน หากสงครามยืดเยื้อต่อไปอีกหลายปี ต้าเยี่ยนก็คงไม่มีวันสงบสุข ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ต่างกัน
ทั้งสามคนเหนื่อยแทบขาดใจแล้ว ต้องพักก่อนค่อยลงมือทำงาน
แผ่นแป้งธัญพืชหยาบที่อบเมื่อคืนกับมันเทศย่างได้ใช้ประโยชน์พอดี
เฉียวอวิ๋นเก็บใบไม้กับกิ่งไม้แห้งจากบริเวณใกล้ ๆ แล้วตั้งเตาชั่วคราวด้วยหินสามก้อนตรงจุดที่หลบลม ตักน้ำจากลำธารบนเขามาต้ม กินประทังไปมื้อหนึ่ง
แม้สภาพแวดล้อมจะเรียบง่ายไปสักหน่อย แต่ทั้งสามคนก็กินกันอย่างสบายใจ ดีกว่าอยู่ในหมู่บ้านแล้วต้องหวาดระแวงตลอดเวลา
พอกินอิ่มและมีแรงขึ้นมาบ้าง เรื่องเร่งด่วนที่สุดก็คือซ่อมแซมเพิงเผาถ่าน
คืนนี้ต้องค้างบนเขา หากนอนกลางแจ้งคงทรมานไม่น้อย
สวี่เอ้อร์รุ่ยหาเปลือกไม้ที่เคยลอกเก็บไว้จากบริเวณใกล้ ๆ มาได้บ้าง แล้วยังไปตัดหญ้าคาแถวริมหน้าผามาใช้ประกอบกัน
แม้หญ้าพวกนี้จะตากน้ำค้างกับน้ำค้างแข็งอยู่ข้างนอกมาหลายเดือน ใบก็ผุเปื่อยจนแตกเป็นชิ้น ไม่เหมาะจะเอามามุงหลังคา แต่ก้านที่แข็งหน่อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้ลมฝนลอดเข้ามา
บ่อน้ำที่เพิ่งตักใบไม้ที่ร่วงลงไปออกเมื่อวันก่อน ตอนนี้ไม่มีใบไม้เหลือแล้ว เฉียวอวิ๋นหยิบหม้อ ชาม และภาชนะต่าง ๆ ออกมาล้างทีละชิ้น ก่อนนำไปเก็บในตะกร้าที่ใช้แทนตู้เก็บของ
ของที่ขนขึ้นเขาได้มีจำกัด โต๊ะ เก้าอี้ และเตียงไม้ที่บ้านจึงเอาติดตัวมาไม่ได้ ตอนนี้ในเพิงมีเพียงผ้าห่มสองสามผืน นอกนั้นก็เป็นพื้นดินโล่ง ๆ
ระหว่างที่สวี่เอ้อร์รุ่ยกับเฉียวอวิ๋นกำลังซ่อมเพิงอยู่ทางโน้น เจียงจือก็เดินเข้าไปในป่าชิงกังใกล้ ๆ เพียงลำพัง
ที่นี่มีใบไม้ร่วงหนาทึบ นางคิดจะเก็บใบไม้สะอาด ๆ มาปูเป็นที่นอน แล้วเก็บกิ่งไม้แห้งที่ติดไฟง่ายกลับไปด้วย
อีกอย่าง เจียงจือยังอยากลองเสี่ยงดวงดูว่าจะเจอสิ่งที่ต้องการหรือไม่
นางเพิ่งคุ้ยใบไม้ร่วงออก ก็เห็นผลชิงกังอยู่ข้างใต้ ดวงตาพลันเป็นประกาย
มีผลชิงกังจริง ๆ ด้วย แถมเพิ่งผ่านไปแค่สองสามเดือน ผลพวกนี้ยังสดใหม่ กองซ่อนอยู่ใต้ใบไม้เป็นหย่อม ๆ
บางผลหลุดออกจากเปลือกแล้ว บางผลยังอยู่ในเปลือกแข็ง
ต้นชิงกังเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบที่เขียวชอุ่มตลอดปี ทนหนาวและทนดินขาดความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังพบได้ทั่วไปและนำไปใช้ประโยชน์ได้สารพัด
ในตำราพฤกษาช่วยยามอดอยากมีบันทึกไว้ว่า “แต่ก่อนมิได้ระบุว่ามีอยู่ในแคว้นใดบ้าง บัดนี้พบได้ทั่วไป ต้นที่มีขนาดใหญ่และมีผลเป็นลูกโอ๊กเรียกว่าต้นโอ๊ก ส่วนต้นที่เล็กกว่าและไม่มีผลโอ๊กเรียกว่าต้นชิงกัง”
ตำราพฤกษาช่วยยามอดอยากยังบันทึกไว้อีกว่าสามารถใช้ช่วยยามขาดแคลนอาหารได้ โดย “เก็บใบอ่อนมาต้มให้สุก แช่น้ำจนเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แล้วเปลี่ยนน้ำล้างให้สะอาด ปรุงด้วยน้ำมันและเกลือก็รับประทานได้”
แต่เรื่องเหล่านั้นเป็นเพียงของกินเล่น สิ่งที่เจียงจือให้ความสำคัญที่สุดคือผลชิงกัง เมื่อนำความฝาดออกแล้วก็ทำเป็นแป้ง เต้าหู้ และเหล้าได้ แถมยังใช้เป็นอาหารหลักได้อีกด้วย
ขั้นตอนกำจัดความฝาดนี่แหละสำคัญมาก
มองป่าชิงกังที่ขึ้นเต็มภูเขาแล้ว เจียงจือก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ
ผู้แข็งแกร่งตัวจริงไม่เคยโทษสภาพแวดล้อม คราวนี้ทั้งอาหารและของใช้ก็มีพร้อมแล้ว
ตั้งแต่ทะลุมิติมาที่นี่ เจียงจือพยายามหาว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษอะไรหรือไม่อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นมิติส่วนตัว ระบบ อ่านใจ หรือพลังวิเศษแข็งแกร่งดุจเพชร
เวลาผ่านไปหนึ่งวัน นางก็ยังไม่ได้อะไรสักอย่าง
อายุก็มากถึงเพียงนี้แล้ว โอกาสแต่งงานเพื่อเปลี่ยนชะตาชีวิตก็ไม่มีด้วย
ดูท่าการทะลุมิติมาไม่ได้หมายความว่าจะมีพลังพิเศษเสมอไป สิ่งเดียวที่นางพึ่งพาได้ก็คือความรู้
ตอนนั้นปู่ของนางเป็นหมอยาสมุนไพรพื้นบ้านในชนบท ส่วนพ่อแม่ก็เป็นเกษตรกรที่เกิดและเติบโตในชนบท เจียงจือติดตามปู่เดินไปทั่วภูเขาตั้งแต่เด็ก จึงรู้จักสมุนไพรนับร้อยชนิด พอโตขึ้นก็สอบเข้าวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเพื่อเรียนเภสัชสมุนไพร
วิชาเภสัชกรรมเป็นอีกสาขาหนึ่ง ไม่เหมือนแพทย์แผนจีนที่ตรวจโรคแล้วจ่ายยา
ดังนั้นในโรงเรียนนางจึงไม่ได้เรียนวิชารักษาโรค แต่กลับเรียนรู้การทำยาขี้ผึ้ง ยาลูกกลอน ยาผง และยาต้ม หลังเรียนจบก็เข้าทำงานในร้านขายยา นับว่าได้ทำงานตรงกับที่เรียนมา
เพียงแต่เมื่อเริ่มปลูกสมุนไพรจีนกันเป็นแปลงใหญ่ ผลผลิตก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่โสมยังถูกปลูกจนมีขนาดเหมือนหัวไชเท้า ผลที่ตามมาคือประสิทธิภาพของยาค่อย ๆ ลดลง
ส่วนวิชาหมอยาสมุนไพรพื้นบ้านยิ่งถูกผู้คนทอดทิ้ง มองว่าเป็นวิชานอกรีต ความตั้งใจของนางกับปู่ที่อยากเผยแพร่วิชานี้จึงห่างไกลออกไปทุกที
หลังจากพ่อแม่กับปู่ทยอยแก่ชรา นางก็ล้มเลิกความฝันเรื่องการเป็นหมอยาสมุนไพรพื้นบ้านไปโดยสิ้นเชิง แล้วไปทำงานกินเงินเดือนเรื่อยเปื่อยอยู่ในห้องยาสมุนไพรจีนของโรงพยาบาลประจำอำเภอ
การที่เคยเรียนวิชาหมอยาสมุนไพรพื้นบ้านมาก็มีข้อดีอยู่บ้าง อย่างเช่นในสายตานาง วัชพืชที่คนทั่วไปเห็นกัน นางกลับมองเป็นยาได้
ต้นไม้ที่คนทั่วไปเห็น นางก็มองเป็นยาได้เช่นกัน
ตอนนี้เมื่อเห็นต้นชิงกัง คนอื่นอาจนึกถึงเนื้อไม้แข็งที่เหมาะเอาไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือเผาถ่าน แต่ในหัวของนางกลับผุดประโยชน์อย่างอื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
นอกจากเมล็ดจะกินได้แล้ว เปลือกต้นชิงกังยังมีสรรพคุณบำรุงม้าม หยุดท้องเสีย ช่วยสมานแผลและห้ามเลือด ใช้รักษาอาการม้ามพร่อง ท้องเสีย ท้องร่วงเรื้อรัง ตกขาว อาการเลือดออกชนิดต่าง ๆ รวมถึงแผลเน่าและฝีบวมได้
ตอนนี้เจียงจือไม่จำเป็นต้องใช้ต้นชิงกังรักษาโรค แค่เมล็ดที่กินได้เหล่านี้ก็เพียงพอแล้ว
