ประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแรง แสงจ้าสายหนึ่งสาดทะลักเข้ามาจากปากประตู ตรงเข้ากระทบร่างหัวจิงที่ขดตัวอยู่ตรงมุมห้อง
นางเงยหน้าขึ้นฉับพลัน หรี่ตามองคนที่เดินเข้ามาท่ามกลางแสงย้อน
“ที่ข้าพูดมาล้วนเป็นความจริง! ข้าไม่ได้สมคบคิดกับแวมไพร์ทำร้ายใคร!” หัวจิงแทบจะถลาเข้าไปหา เสียงแหลมสูงเต็มไปด้วยความร้อนรน “พวกเจ้าต้องเชื่อข้าสิ!”
คนที่เข้ามายกขาเตะเข้าที่ไหล่นางเต็มแรง ร่างของนางพลิกคว่ำลงกับพื้น
“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าให้ข่าวผิด พวกเราจะตายกันตั้งมากมายได้อย่างไร?”
อีกคนจ้องนางอย่างดุดัน “พอตกกลางคืน คนของเราก็ถูกฆ่าตายไปทีละคนสองคน เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือว่าไม่เกี่ยวกับเจ้า?”
คนข้าง ๆ โบกมืออย่างรำคาญ “จะพูดกับนางให้มากความไปทำไม กรีดเลือดนางล่อแวมไพร์ออกมา จับตัวเล็กนั่นไม่ได้ อย่างน้อยใช้ชีวิตนางล่อจับแวมไพร์ได้สักสองสามตัวก็ไม่เสียเปล่า”
ใบหน้าของหัวจิงซีดขาวลงทันที นางพยายามถอยหนีสุดชีวิต “พวกเจ้า... พวกเจ้าจะทำอะไร?”
มือข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อนางอย่างหยาบกระด้าง แล้วกระชากนางขึ้นจากพื้น
หัวจิงดิ้นรนสุดชีวิต เล็บจิกลงบนมืออีกฝ่ายจนเป็นรอยเลือดหลายทาง ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“เจ้าสมควรชดใช้ชีวิตให้กับสิ่งที่เจ้าทำ”
หัวจิงดิ้นรนเต็มกำลัง แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นได้เลย
“ข้าไม่ไป! ปล่อยข้านะ! ข้าก็เป็นคนเหมือนกัน! พวกเจ้าทำกับข้าแบบนี้ไม่ได้!”
ครึ่งชั่วยามต่อมา หัวจิงถูกโยนทิ้งไว้กลางถนนที่ว่างเปล่า
บาดแผลบนร่างนางยังคงมีเลือดซึมออกมา กลิ่นคาวเลือดฉุนกึกรุนแรงเป็นพิเศษท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน
นางขดตัวอยู่บนพื้น สั่นเทิ้ม สติเริ่มพร่าเลือน
นางกัดฟัน นิ้วมือจิกซอกหินบนพื้น ในใจพลุ่งพล่านด้วยความเคียดแค้น ราวกับจะเผาทะลุอก
คนพวกนี้กล้าทำกับนางเช่นนี้ ต่อไปนางจะต้องทำให้พวกมันเสียใจให้ได้
ล้วนเป็นความผิดของผู้หญิงคนนั้น หากไม่ใช่เพราะนางเก็บเชิงเซิงไป เรื่องทั้งหมดนี้ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น
