สวี่ซูเหยียนนั่งอยู่ในรถ ยกมือขึ้นนวดขมับ
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเมื่อครู่ถึงได้โมโหขนาดนั้น
นับตั้งแต่รับช่วงดูแลบริษัท เขาก็เก็บงำอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น ต่อให้เป็นจิ้งจอกเฒ่าเจนจัดแค่ไหน ก็อย่าหวังว่าจะมองออกว่าเขาคิดอะไรอยู่บนโต๊ะเจรจา
แต่ทุกครั้งที่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับเซี้ยหวนหวน เขากลับควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
สวี่ซูเหยียนถอนหายใจ
เขารู้ว่าตัวเองผิดปกติ แต่ไม่คิดจะแก้ไข
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมา ค้นหาข้อมูลของเซี้ยหวนหวนบนอินเทอร์เน็ต
สิ่งที่ค้นเจอมีแต่ประวัติการได้รับรางวัลของเธอ ทั้งการแข่งขันเปียโนนานาชาติโชแปง การแข่งขันเปียโนนานาชาติลีดส์ การแข่งขันเปียโนนานาชาติแวน ไคลเบิร์น...
ในภาพถ่ายจากการแข่งขันทีละใบ เธอนั่งอยู่หน้าเปียโน ท่วงท่าสง่างาม สีหน้าจดจ่อ
แต่กลับไม่มีข่าวเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเธอเลย
เขาจ้องข้อมูลเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมา ในเมื่อ ต้วนไป๋รู้จักเธอ เพื่อนของต้วนไป๋ก็น่าจะรู้อะไรบ้าง
เขากดโทรหาลู่อวิ๋นซี
อีกฝ่ายรับสายแทบจะทันที เสียงของลู่อวิ๋นซีดังมาจากปลายสาย “ซูเหยียน”
“เรียกผมว่าอะไรนะ?”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงนั้นจะฟังดูน้อยใจขึ้นเล็กน้อย “คุณสวี่”
“พรุ่งนี้ผมจะไปงานเลี้ยงที่เว่ยเฉินจัด คุณช่วยจัดการให้ด้วย”
ลู่อวิ๋นซีเอ่ยอย่างประหลาดใจ “แต่ก่อนหน้านี้คุณไม่ได้บอกหรือคะว่าเว่ยเฉินสนิทกับต้วนไป๋ คงไม่ใช่คนดีอะไร งานเลี้ยงของเขาคุณก็ไม่ไปร่วม?”
“ลู่อวิ๋นซี คุณเป็นเลขานุการ จำหน้าที่ของตัวเองไว้ พรุ่งนี้เย็นไม่ต้องไปกับผม ให้ผู้ช่วยเฉินไปแทน”
พูดจบเขาก็กดวางสายทันที
เมื่อลู่อวิ๋นซีรู้ว่าอีกฝ่ายวางสายแล้ว เธอก็โมโหจนแทบขว้างโทรศัพท์ทิ้ง
ตั้งแต่เธอเข้าทำงานที่บริษัท ไม่ว่าจะไปงานไหนสวี่ซูเหยียนก็จะพาเธอไปด้วยเสมอ
คราวนี้ทำไมถึงไม่พาไปล่ะ?
ดูเหมือนว่าหลังจากพบผู้หญิงที่ชื่อเซี้ยหวนหวน เขาก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ผลักไสเธอให้ห่างไกลออกไป
ลู่อวิ๋นซีกำโทรศัพท์แน่น แล้วกดโทรออกไปอีกหมายเลข
“พี่ ช่วยสืบเรื่องคนคนหนึ่งให้หน่อยได้ไหม?”
“เธอชื่อเซี้ยหวนหวน ได้ยินว่าเมื่อก่อนก็อยู่ในมหานครปีศาจเหมือนกัน ครอบครัวล้มละลายเมื่อหกปีก่อน ตอนนี้เป็นนักเปียโน”
“ขอบคุณนะคะพี่”
