อกของผมอึดอัดอย่างไม่มีสาเหตุ เมื่อเห็นสวีเชี่ยนถูกคนอื่นควบคุมไว้ ผมไม่อาจยืนมองเฉยได้เลย
“กลับไปกับฉัน เราเคลียร์กันให้จบ ฉันทุ่มเทให้เธอหมดใจ เธอจงใจหลบหน้าฉันมาตลอดสองสามวันนี้ หมายความว่าไง”
ซุนซื่อเจี้ยนบีบคอสวีเชี่ยนแน่นขึ้นเรื่อย ๆ คอขาวของสวีเชี่ยนถูกบีบจนเกิดรอยแดง ใบหน้าแดงก่ำ หายใจลำบาก ดวงตาสวยฉ่ำไปด้วยน้ำตา แสดงถึงความสิ้นหนทาง
ผมเห็นแล้วกัดฟันกรอด โทสะพลุ่งขึ้นถึงขีดสุด
“น้องชาย นายทำอะไรน่ะ รีบปล่อยมือเดี๋ยวนี้!”
สมองผมร้อนวูบ โดยไม่คำนึงถึงความต่างชั้นเชิง ก้าวฉับเข้าไปง้างมือเขาออก แล้วดึงสวีเชี่ยนออกจากการพันธนาการของเขา
ซุนซื่อเจี้ยนหันขวับมา ดวงตาทรงสามเหลี่ยมดุดัน จ้องเขม็งมาที่ผม “แกเป็นใคร กล้ายุ่งเรื่องของฉัน?”
“ผม…ผมเป็นเพื่อนเธอ นายรังแกเธอแบบนี้ ผมทนดูไม่ได้ ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยแน่”
น้ำเสียงผมออกจะแหย ๆ เพราะรู้จักกับสวีเชี่ยนแค่ไม่กี่วัน จะว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรก็ไม่ใช่
“เฮอะ…ฉันแนะนำให้แกอย่าเสือกจะดีกว่า”
ซุนซื่อเจี้ยนตวาดเย็นชา แล้วหันไปถามสวีเชี่ยนด้วยน้ำเสียงข่มขู่ “เขาเป็นใคร พวกเธอมีความสัมพันธ์อะไรกัน”
สวีเชี่ยนยกมือนวดคอ สีหน้าซีดเซียว แต่น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวมาก “ไม่เกี่ยวกับเขา เงินก่อนหน้านี้ที่นายให้ฉันยืม ฉันคืนให้นายครบทุกสตางค์ นับจากนี้เราตัดขาดกัน อย่ามายุ่งกับฉันอีก”
“ตัดขาด?”
ซุนซื่อเจี้ยนหัวเราะเยาะ ความดุดันพวยพุ่ง “จะคบก็คบ จะเลิกก็เลิก คิดว่าฉันโง่หรือไง”
พูดจบก็ก้าวเข้ามาอีกอย่างป่าเถื่อน เอื้อมมือไปหมายจะจับคอสวีเชี่ยนอีกครั้ง
ร่างของสวีเชี่ยนสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว ถอยหลังอย่างลนลาน หางตามองเห็นผมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แววตาเต็มไปด้วยความกังวลและรู้สึกผิด กระซิบเร่งเร้า
“ฉินไห่ นายรีบไปเถอะ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน อย่าให้ฉันทำให้นายเดือดร้อนไปด้วย”
ในวินาทีนั้น ผมฟังคำปรามไม่ขึ้นอีกแล้ว
แค่วันเดียวที่ได้อยู่ด้วยกัน เด็กสาวที่อ่อนโยนสะอาดสะอ้านคนนี้ หยั่งรากลงในใจผมอย่างเงียบ ๆ ไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นเธอโดนพวกนักเลงรังแกตามอำเภอใจ หน้าอกของผมเหมือนมีหินก้อนใหญ่มาทับไว้ อึดอัดจนหายใจไม่ออก
ผมกัดฟัน ก้าวออกไปหนึ่งก้าว เอาตัวบังสวีเชี่ยนไว้ข้างหลัง สบตาซุนซื่อเจี้ยนอย่างไม่ลดละ “เรื่องนี้ผมต้องยุ่ง ไม่ปล่อยให้นายรังแกผู้หญิงแบบนี้”
“ฉันว่าแกหาเรื่องตาย!”
ซุนซื่อเจี้ยนไม่ให้โอกาสผมพูดอะไรมาก กำหมัดชกเข้าเต็มดั้งจมูกของผมสุดแรง
อีกฝ่ายลงมือเร็วมาก ผมตั้งตัวไม่ทันเลย โดนเข้าเต็มจมูก
ความเจ็บแปลบพลุ่งขึ้นทันที เลือดกำเดาอุ่น ๆ ไหลลงมาตามรูจมูก
หัวสมองผมมึนตื้อไปหมด แต่ก็ยังยืนตรงอยู่กับที่ ไม่ถอยเลยแม้แต่ก้าวเดียว
ผมยกมือขึ้นปาดเลือดกำเดาตามอำเภอใจ แววตาฉายแววบ้าคลั่ง ก้มลงเก็บอิฐมอญหยาบ ๆ ข้างทาง
มือผมสั่นไม่หยุด แต่ผมก็ยังจ้องเขาอย่างเด็ดเดี่ยว ทำท่าพร้อมเอาชีวิตเข้าแลก
“ลองขยับอีกทีซิ”
ซุนซื่อเจี้ยนชะงักไปเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด คงคาดไม่ถึงว่าลูกจ้างโรงงานที่ดูซื่อ ๆ อ่อนแออย่างผม จะกล้ามาสู้กับเขาได้
สีหน้าเขาแย่ ก้มลงหมายจะไปหาอิฐบ้าง
ผมไม่ให้โอกาสเขา พุ่งเข้าไปเตะใส่อย่างแรงโดนท้องน้อยของเขาเต็มแรง
เขาเสียหลัก ล้มลงไปอย่างแรงบนพื้น ผมตามซ้ำเข้าไปนั่งคร่อม ยกอิฐขึ้นเหนือศีรษะเขา อิฐเย็นเยียบเฉียดหนังศีรษะของเขาไป
“ฉันไม่อยากมีเรื่อง แต่อย่าบีบคั้นจนเกินไป เชื่อไหมว่าฉันฟาดลงไปเลย ให้หัวแกแตก”
ปากของผมดุร้าย แต่ในใจผมกลัวมาก ผมไม่กล้าลงมือจริง ๆ หรอก แค่ขู่เขาเฉย ๆ
ซุนซื่อเจี้ยนถูกท่าทางไม่กลัวตายของผมข่มไว้ น้ำเสียงอ่อนลงทันที “น้องชาย หยุด ฉันไม่ก่อกวนแล้ว”
ผมจ้องเขาอยู่สองวินาที แน่ใจแล้วว่าเขาไม่คิดจะต่อต้าน ถึงค่อย ๆ ลุกขึ้น
เขาปัดฝุ่นบนตัวออกอย่างเอาแต่ใจตัว กวาดตามองผมอย่างเหี้ยม ๆ แล้วหันไปจ้องสวีเชี่ยนอย่างเอาเรื่อง น้ำเสียงเย้ยหยันแฝงความอาฆาต
“สวีเชี่ยน นี่คือสามีชั่วคราวที่เธอหามาใหม่เรอะ ได้ รอฉันก่อนเถอะ”
ทิ้งคำขู่ไว้ แล้วขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพุ่งฝุ่นออกไป
พอมันไปไกลลับตาแล้ว ประสาทที่ตึงเครียดของผมถึงได้หย่อนลง ทีนี้เสื้อด้านหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น มือยังสั่นไม่หยุด หัวใจเต้นแรงไม่เลิก
ผมไม่ได้ทะเลาะกับใครมานานมากแล้ว ถ้าไม่ใช่เพื่อสวีเชี่ยน ทั้งชีวิตนี้ผมก็ไม่อยากเข้าไปพัวพันกับพวกนักเลงปลายแถวพวกนี้
“นายเลือดกำเดาไหล ฉันพานายไปล้างที่แม่น้ำนะ”
สวีเชี่ยนจับปลายแขนเสื้อของผมเบา ๆ ปลายนิ้วอ่อนนุ่มของเธอส่งสัมผัสอุ่น ๆ ผ่านเนื้อผ้ามาให้ เราเดินไปถึงริมแม่น้ำคูเมือง ผมนั่งบนหิน ใช้น้ำเย็นจากแม่น้ำล้างโพรงจมูก
สายน้ำพัดพาคราบเลือดไป ความเย็นกดทับความเจ็บปวด ผมพึ่งจะยืนตัวตรง ก็มีทิชชู่แผ่นหนึ่งส่งมาให้ตรงหน้า หอมอ่อน ๆ
“เช็ดเถอะ”
ผมรับทิชชู่มา ปลายจมูกอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานเย็นจากตัวของเธอ
ยังไม่ทันที่ผมจะลงมือ สวีเชี่ยนก็ดึงทิชชู่ออกมาอีกแผ่นหนึ่ง ยกปลายเท้าขึ้น ตั้งใจเช็ดคราบเลือดที่เหลืออยู่บนปีกจมูกให้ผม
ท่าทางของเธออ่อนโยนและระมัดระวังมาก ปลายนิ้วเรียวบางสัมผัสผิวของผมเป็นครั้งคราว กระแสซาบซ่านแผ่ไปทั่วร่าง
แสงสุดท้ายของวันริมแม่น้ำสาดส่องบนใบหน้าขาวละเอียดของเธอ ขนตายาวเรียว คิ้วตาสะอาดสวยงาม
ผมมองเธอในระยะประชิด เผลอใจลอยไปชั่วขณะ หัวใจเต้นเสียจังหวะ
“เสร็จแล้ว”
เธอเก็บมือกลับ พูดเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความจริงใจ “วันนี้ขอบคุณนายมาก ถ้าไม่มีนาย ฉันไม่รู้ว่าเขาจะมายุ่งกับฉันอีกนานแค่ไหน”
ผมเกาหัวแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ “เรื่องเล็ก ไม่ชอบเห็นผู้ชายรังแกผู้หญิง”
“แต่นายล่วงเกินซุนซื่อเจี้ยนไปแล้วนะ”
สวีเชี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเจือความกังวล “คนนั้นใจแคบมาก เจ้าคิดเจ้าแค้นสุด ๆ เขาไม่มีทางปล่อยไปง่าย ๆ แน่”
“ทัพมาก็ส่งทหารไปต้าน น้ำมาก็เอากำแพงดินกั้น” ผมยิ้มทำเป็นร่าเริง ไม่อยากให้เธอเป็นห่วงผม
เราเดินเล่นไปตามแม่น้ำช้า ๆ สายลมยามเย็นพัดพาเอาความกรุ่นโกรธจากการต่อสู้เมื่อครู่ไปหมด
ในที่สุดผมก็เก็บความสงสัยในใจไม่อยู่ ถามเสียงค่อยว่า “จริง ๆ แล้วมันเอาอะไรถึงมายุ่งกับเธอตลอด”
สวีเชี่ยนชะงักเท้า ถอนหายใจเบา ๆ น้ำเสียงอิดโรย “ก็แค่คบคนผิด ไม่จำเป็นต้องพูดมาก”
เห็นได้ชัดว่าเธอไม่อยากเล่าอะไรมาก พยายามเลี่ยงตอบ
ผมนึกถึงข่าวลือเรื่องสามีชั่วคราวที่กัวจ้านจวินเล่าให้ฟังตอนกลางวัน ก็เดาความจริงในใจได้คร่าว ๆ
เป็นไปได้สูงว่าซุนซื่อเจี้ยนอยากดึงสวีเชี่ยนมาเป็นสามีชั่วคราว แต่พอสวีเชี่ยนปฏิเสธ มันก็เลยตามรังควานไม่เลิก
ผมไม่ได้ถามต่อ ทุกคนก็มีความลับที่พูดไม่ได้ทั้งนั้น
เดินเล่นเสร็จ เราก็กลับไปที่หอพักในชุมชนกลางเมือง หอพักของเรามีกำแพงห้องติดกัน ทางเดินแคบ ๆ เก่า ๆ โทรม ๆ มืดครึ้มและชื้นแฉะ
“ฉันกลับไปพักก่อนนะ ตอนกลางคืนต้องขึ้นกะดึก” สวีเชี่ยนหยุดเดิน แล้วพูดเบา ๆ
“อืม พักผ่อนดี ๆ นะ”
หลังจากแยกย้ายกัน ผมกลับไปที่หอพักชายคนเดียว เพื่อนร่วมห้องยังนอนหลับสนิทอยู่ ในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นบุหรี่ราคาถูกและเหงื่อไคลคละเคล้ากัน
ผมอาบน้ำเย็นง่าย ๆ แล้วทิ้งตัวลงบนเตียง ภาพการต่อสู้ตอนกลางวันและฉากคลุมเครือริมแม่น้ำในหัวเล่นซ้ำไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน พลิกไปพลิกมาไม่หลับไม่นอน
ผมรู้ดีแก่ใจ ว่าพวกนักเลงอย่างซุนซื่อเจี้ยน วาจาขู่ไม่ใช่แค่พูดเปล่า ๆ หรอก
ท้องฟ้ามืดลงทีละน้อย ไฟถนนเก่า ๆ ในชุมชนกลางเมืองสว่างขึ้นเป็นดวง ๆ แสงสีเหลืองซีดส่องผ่านหน้าต่างที่แตก ลอดเข้ามาในหอพักแคบ ๆ อย่างลาง ๆ
เสียงทุบประตูที่รุนแรงและเร่งรีบดังขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนที่อหังการและดุดัน ฉีกทำลายความเงียบสงบของค่ำคืนในทันที
“ฉินไห่! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
ผมฟังก็จำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของซุนซื่อเจี้ยน ความดุดันอาฆาตนั้นทะลุผ่านบานประตูมาจนหนังศีรษะชา
เพื่อนร่วมห้องถูกสะดุ้งตื่น ต่างหดตัวอยู่ในผ้าห่ม ไม่กล้าส่งเสียง
ความง่วงนอนของผมหายวับไปในวินาทีนั้น ฝ่ามือมีเหงื่อเย็นซึมออกมา หัวใจดิ่งวูบ
ผมนั่งตัวขึ้นช้า ๆ มองลอดช่องประตูที่พังออกไปด้านนอกแวบหนึ่ง
ข้างนอกไม่ได้มีแต่ซุนซื่อเจี้ยนคนเดียว
ใต้แสงไฟถนนสลัว เงาดำหลายร่างเรียงแถวกัน แต่ละคนถือกระบองไม้ แววตาดุดัน จ้องเขม็งมาที่ประตูห้องของผม