คุณหนูซู?
ในเป่ยผิงก็มีตระกูลแซ่ซูอยู่ไม่กี่ตระกูล แต่ที่ทำให้เฮนรีอ่อนข้อประจบสอพลอถึงเพียงนี้ ต่อให้นับด้วยนิ้วมือก็ยังนึกไม่ออกเลยสักราย
ท่าทีระมัดระวังของเฮนรีทำให้คนรอบข้างพากันซุบซิบกันในทันที อย่าเห็นว่าพวกที่มาติดต่อธุระที่ฮุยเฟิงล้วนเป็นหัวกะทิ ยามจะนินทาก็ไม่พลาดเช่นกัน
หรือจะพูดให้ถูก พวกเขาถือว่าการนินทาเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างหนึ่ง
เมื่อถกเถียงกันไปรอบหนึ่ง ก็พบว่าไม่มีใครรู้จักซูหนิงเลยแม้แต่คนเดียว
ผู้คนจึงหันไปมองซูหนิงที่ยืนอยู่กลางฝูงชนอีกครั้ง ไม่รู้สึกว่าเครื่องแต่งกายของนางเรียบง่ายอีกต่อไป หากแต่เป็นความสงบเสงี่ยม คล้ายจู่ๆ ร่างของนางก็ถูกแผ่คลุมด้วยรัศมีลึกลับชั้นหนึ่ง
อีกด้านหนึ่ง
ถูกผู้คนมากมายจ้องมองอย่างเปิดเผยบ้าง ปิดบังบ้าง ซูหนิงย่อมรู้สึกได้ บนใบหน้ายังคงเรียบเฉยอย่างสมเหตุสมผล ทว่าในใจกลับบังเกิดความสงสัย
เรื่องผิดปกติย่อมมีเงื่อนงำ
หนึ่งหมื่นดอลลาร์ ในสายตาคนทั่วไปนับเป็นตัวเลขมหาศาล
แต่นี่คือธนาคารที่แข็งแกร่ง ลูกค้าที่มาติดต่อแต่ละวันล้วนมิใช่ผู้มั่งคั่งก็สูงศักดิ์
นางมีสิทธิ์อะไรจึงได้รับการปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังถึงเพียงนี้?
ตกอยู่ในยุคสมัยที่ทั้งแปลกหน้าและอันตราย ซูหนิงไม่ต่างจากเดินไต่ลวดเหนือหน้าผา ทุกเรื่องต้องระมัดระวัง ทุกที่ต้องรอบคอบ เกรงว่าจะละเลยรายละเอียดบางอย่างจนทำให้ชีวิตน้อยๆ ของนางต้องดับสูญ
“หรือว่าเงินที่พวกเจ้าให้จะมีปัญหา ถูกคนตรวจพบแล้วซัดทอดมาถึงข้า?”
ซูหนิงไม่แสดงสีหน้า
นางเอ่ยถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดก่อน รอคอยปฏิกิริยาจากระบบ
“เป็นไปได้อย่างไร!”
ไม่ผิดคาด ระบบมั่งมีแต่ไร้คุณธรรมก็ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เอ่ยอย่างเคืองขุ่นว่า
“เงินทุนทั้งหมดที่ข้าจัดให้ล้วนถูกกฎหมายและเป็นไปตามระเบียบ ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อความปลอดภัย ช่องทางในการจัดสรรเงินให้แก่ท่านผู้ถูกเลือกก็ถูกล็อกไว้ รับประกันได้ว่าจะไม่ถูกใครตรวจพบ”
ใจของซูหนิงจึงค่อยๆ วางลง
วินาทีต่อมา นางก็จับใจความสำคัญที่เปิดเผยอยู่ในคำพูดของระบบได้——
บัญชีที่มีระดับการรักษาความลับสูงมาก ย่อมทำให้ผู้ที่ไม่รู้ถึงการมีอยู่ของระบบคิดมากได้โดยง่าย
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบจินตนาการไปเองมากที่สุด...
เมื่อคิดได้ดังนี้ ซูหนิงก็แอบคิดในใจว่า การตัดสินใจชั่วครู่ที่จะมาถอนเงินที่ฮุยเฟิงครั้งนี้ มาถูกต้องแล้ว หากเป็นธนาคารอื่นคงไม่มีผลลัพธ์เช่นนี้
ฮุยเฟิงเป็นธนาคารต่างชาติ
ประการแรก สอดคล้องกับสถานะทายาทมหาเศรษฐีต่างชาติที่นางแต่งขึ้น การรับเงินรางวัลจากระบบที่นี่ยิ่งทำให้คนเชื่อถือ
ประการต่อมา ในฐานะธนาคารที่ชาวอังกฤษเปิด ฮุยเฟิงทรงอิทธิพลมหาศาล มีสายสัมพันธ์กว้างขวาง
เมื่อมีฮุยเฟิงหนุนหลัง ซูหนิงก็จะสามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่มีอำนาจและอิทธิพลในเป่ยผิงได้อย่างรวดเร็ว
ความคิดแม้มากมาย แต่ก็เพียงชั่วพริบตา
ซูหนิงผงกศีรษะอย่างสงวนท่าที เตรียมจะตามเฮนรีไปถอนเงิน เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ ก็มีคนพุ่งออกมาขวางหน้าทั้งสองคน
ก็คือลูกค้าที่ถูกเฮนรีทิ้งไว้กลางทางนั่นเอง
คนผู้นี้มาจากชนบท ดิ้นรนต่อสู้มาจนถึงทุกวันนี้ อาศัยความอหังการที่กล้าคิดกล้าสู้ อย่างที่บางคนว่า แม้แต่คราบโคลนบนขากางเกงก็ยังล้างไม่หมด
ยามนี้ในโถงกว้างมีคนนับร้อย
จะว่าไม่ทั้งหมด ส่วนใหญ่ก็ล้วนสงสัยในตัวตนของซูหนิง
แต่ก็มีเพียงเขาที่ถือดีเข้าขัดขวางตรงๆ
“คุณ…คุณหนูซูผู้นี้ ข้าผู้นี้บังอาจรบกวนช่างไม่สมควรยิ่ง ข้าขอถามท่านสักข้อหนึ่งได้หรือไม่?”
ลูกค้าพยายามยิ้มให้ซูหนิง คำพูดสุภาพแต่แฝงนัยท้าทาย ร่างกายก็ขวางหน้าทั้งสองไว้แน่นหนา
ท่าทางที่หากไม่ตอบก็ไม่ยอมหลีกทาง
เขาเองก็มิได้บุ่มบ่ามโดยสิ้นเชิง
เพียงแต่ในความคิดของเขา ต่อให้ไม่พูดว่าซูหนิงมีภูมิหลังหรือไม่ ต่อให้นางมาจากครอบครัวที่มีอำนาจจริงก็ไม่เป็นไร
ซูหนิงยังอายุน้อย และยังเป็นเด็กสาว
จะเป็นที่รักใคร่ในครอบครัวเพียงใดเล่า ยามเด็กก็ถูกเลี้ยงดูอย่างดี เติบใหญ่แล้วก็เลือกคู่ครองที่ดี เตรียมสินสอดมากมายเพื่อแต่งออกไป
ตนเองก็แค่ถามคำพูดไม่กี่คำในตอนนี้ คงไม่ถึงขนาดจะต้องเอาชีวิตกันเพราะเรื่องนี้กระมัง
ภายหลังตนค่อยซื้อของขวัญไปเคารพขอขมา ถึงตอนนั้นอาจจะเปิดเส้นทางใหม่ให้ได้อีก...
ในใจคิดเช่นนี้
สายตาที่ลูกค้ามองซูหนิงก็ยิ่งแสดงออกชัดเจนขึ้น พยายามหาร่องรอยเพื่อค้นหาที่มาของซูหนิง
เมื่อเห็นว่าจะมีละครสนุกให้ดู คนอื่นๆ ก็เกิดความสนใจขึ้นมา แม้แต่ผู้ที่จัดการธุระเสร็จแล้วก็ยังไม่ยอมไป
มีเพียงเฮนรีที่ร้อนใจก้าวขึ้นหน้า ใบหน้าเคร่งขรึม อ้าปากจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน——
“เจ้าคิดว่าตนเป็นใคร...”
ทว่าเจ้าตัวกลับแสดงอาการไม่สะทกสะท้าน ทำให้ผู้สังเกตการณ์แอบพยักหน้า เห็นเพียงมือขวายกขึ้นเล็กน้อย เฮนรีก็รู้จังหวะปิดปาก ถอยหลังไปครึ่งก้าว
ซูหนิงเอ่ยอย่างใจเย็นว่า
“ว่ามาเถิด”
“ตรงไปตรงมาดี” ลูกค้าเหลือบมองเฮนรีอย่างผู้ชนะ แล้วอธิบายเสริมอย่างเสแสร้งว่า
“ข้าเองก็ร้อนใจ ต่อปากต่อคำจนปากเปียกก็เพียงเพื่อแลกเงินดอลลาร์สักหน่อย ฮุยเฟิงพร่ำบอกว่าไม่มี พอมาถึงคุณหนูซูกลับมี ท่านว่ามันฟังขึ้นหรือไม่?”
เมื่อได้ยิน เฮนรีก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตา
ไม่บอกว่าไม่มี หรือจะให้พูดตรงๆ ว่าเจ้าไม่มีคุณสมบัติแลกเงินต่างประเทศถึงจะฟังขึ้นกว่า?
ลูกค้าพร่ำบ่นเรื่อยเปื่อยพักใหญ่ จึงเงยหน้ามองซูหนิง ยิ้มทะเล้นเอ่ยว่า
“ดังนั้น ข้าจึงอยากถามคุณหนูซูว่าใช้หนทางใดแลกเงินดอลลาร์ได้ เมตตาช่วยข้าสักครั้งเถิด วางใจได้ว่าจะไม่ให้คุณหนูซูเสียเปรียบ”
“ใช้อัตราแลกเปลี่ยนหนึ่งต่อสิบ ท่านยังได้กำไรอีกด้วย”
นี่ต่างหากคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา
เฮนรีที่ดูถูกคนต่ำต้อยกว่าจะเคารพนอบน้อมถึงเพียงนี้ อัตราแลกเปลี่ยนที่ซูหนิงใช้คงเป็นหนึ่งต่อแปด แลกคนเดียวก็แลก สองคนก็แลกมิใช่หรือ?
ยิ่งกว่านั้น เขาเสนออัตราหนึ่งต่อสิบ ซูหนิงยังได้ส่วนต่างเป็นของตอบแทนอีกด้วย
นี่คือการชนะทั้งสองฝ่าย
ลูกค้าทะนงตน เห็นซูหนิงไม่พูดจาอยู่นานก็เริ่มเสียใจในใจ เมื่อครู่ไม่ควรพูดว่าหนึ่งต่อสิบ ควรพูดว่าหนึ่งต่อเก้า...ไม่ หนึ่งต่อแปดจุดห้าถึงจะดี
ซูหนิงมิได้สนใจแผนเล็กๆ ของคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย นางทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่หน้าจอระบบ ในส่วนการแลกเปลี่ยนเงินตราระบุไว้อย่างชัดเจน——
แลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐ หนึ่งต่อสี่
ล่างสุดมีตัวหนังสือเล็กๆ บรรทัดหนึ่ง “อัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดใช้อัตราทางการของรัฐบาลในเขตที่ผู้ถูกเลือกอาศัยอยู่”
แต่ฟังจากน้ำเสียงของคนผู้นี้ หนึ่งต่อสิบถึงจะเหมือนเป็นอัตราตลาด
ระบบไม่มีทางผิดพลาดในเรื่องนี้ นั่นก็อธิบายได้ว่า ตลาดกำลังขาดแคลนดอลลาร์สหรัฐอย่างมาก...แล้วนางจะใช้ช่องโหว่นี้ทำอะไรได้บ้าง?
ชั่วพริบตา ในหัวของซูหนิงก็ผุดความคิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า
นางเอาแต่เหม่อลอยของตัวเอง ลูกค้ากลับหมดความอดทน คิดจะยื่นมือไปสะกิดเสียด้วยซ้ำ
เรื่องนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว
เฮนรีที่มุ่งมั่นจะสร้างผลงานต่อหน้าซูหนิงก็รีบก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ยืนขวางหน้าซูหนิง ถีบอีกฝ่ายล้มกลิ้งไปหนึ่งที แล้วหันหน้าไปตะโกนว่า
“ไม่เห็นหรือว่ามีคนทำร้ายแขก ยังไม่รีบเข้ามาอีก!”
ผู้พิทักษ์ที่มีกระบองไม้เหน็บอยู่ที่เอว เพียงชะงักไปครู่หนึ่งก็เลือกจะฟังเฮนรี——แม้ว่าผู้ที่ถูก “ทำร้าย” จะนับว่าเป็นลูกค้าฮุยเฟิง แต่ก็โทษที่อำนาจสู้คนอื่นไม่ได้
หลายคนกรูกันเข้ามาดั่งหมาป่าเสือ
กระบองสามทีลงไป ลูกค้าที่เมื่อครู่ยังฮึกเหิมก็ถูกจับมือกดให้คุกเข่าลงต่อหน้าซูหนิง
“คุณหนูซู ท่านว่าควรจัดการอย่างไร...”
เฮนรีใช้น้ำเสียงอ่อนโยน โค้งตัวถาม
คนรอบข้างต่างก็รอฟังคำพูดของซูหนิง ตามหลักแล้ว คุณหนูทั้งหลายที่ถูกเลี้ยงดูอย่างดีมักใจอ่อน คงเพียงทำโทษพอเป็นพิธีแล้วปล่อยคนไป
“ข้าไม่ใช่ตำรวจ จะมีสิทธิ์พูดคำว่าจัดการได้อย่างไร”
ลูกค้าที่อยู่บนพื้นในสภาพอเนจอนาถพลันตาเป็นประกาย
พอได้ฟังประโยคหลัง หัวใจก็เหมือนตกไปสู่นรกในฉับพลัน——
“……ส่งตัวไปสถานีตำรวจโดยตรงเถิด” ใบหน้าของซูหนิงเผยรอยยิ้มจางๆ
“ข้าเชื่อว่า ตำรวจย่อมจัดการอย่างยุติธรรม”
สีหน้าของผู้ชมละครรอบข้างดูซับซ้อน ความยุติธรรมสองคำนี้กับพวกตำรวจที่ดูดเลือดสูบไขกระดูกนั้นไม่เกี่ยวกันเลยสักนิด
เจ้าหมอนี่เข้าไปในสถานีตำรวจ หากไม่ถลกหนังออกสักชั้นก็อย่าหวังจะออกมาง่ายๆ
ลูกค้าย่อมรู้จุดนี้ดี
สีหน้าพลันซีดเผือด ดิ้นรนลุกขึ้นเพื่อจะขอความเมตตาจากซูหนิง
เฮนรีส่งสายตาไปหนึ่งที
ผู้พิทักษ์ที่หัวไวกวัดไม้กระบองฟาดใส่ปากทีหนึ่ง
ส่วนคนที่ผู้สังเกตการณ์คิดว่าจะใจอ่อนอย่างซูหนิง สีหน้ายังคงสงบนิ่งไม่สะทกสะท้าน ประหนึ่งมองไม่เห็น
สายตาของไม่น้อยคนเปลี่ยนไป
ทุกวันนี้วิถีโลกก็เป็นเช่นนี้ ผู้อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง การมีอำนาจเป็นด้านหนึ่ง หากจิตใจไม่เหี้ยมโหดก็จะกลายเป็นแค่เหยื่ออ้วนพีที่ใครก็อยากงับสักคำ
【ติ๊ง ตรวจพบว่าผู้ถูกเลือกกระทำการมั่งมีแต่ไร้คุณธรรม ตัวละครในโครงเรื่องระดับสามถูกโจมตีทั้งทางกายและใจ มอบเงินรางวัลหนึ่งแสนดอลลาร์ เปิดใช้งานร้านค้าระบบ】
เจ้านี่ก็เป็นตัวละครในโครงเรื่องด้วย
ซูหนิงเหลือบมองอย่างไม่ใส่ใจ คนผู้นี้ในหนังสือต้นฉบับมีบทบาทไม่มาก นับว่าเป็นตัวร้ายระดับย่อย
มิน่าละ ถึงได้ทั้งโง่ทั้งต่ำ
อา น่าเสียดายที่ตัวเอกและตัวประกอบอื่นในหนังสือ ล้วนแต่ยากจะรับมือขึ้นเรื่อยๆ เพราะอย่างไรก็เป็นนิยาย เพื่อสร้างความขัดแย้งจึงมีตัวตนที่อลังการสารพัด
จะกระทำการมั่งมีแต่ไร้คุณธรรมกับพวกเจ้าปัญหาเหล่านี้ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลนัก