ร่างของฉีจินเยว่เข้าสู่สภาวะพร้อมรบในชั่วพริบตา เธอลดจุดศูนย์ถ่วงลง เตรียมพร้อมจะลงมือ
ขอแค่ประตูตู้ถูกเปิด เธอก็จะจู่โจมทันที!
“หมายเลขสินค้าของตู้นี้...” เสียงกะลาสีดังมาจากนอกประตู นิ้วเคาะแผ่นเหล็กจนเกิดเสียงทึบ ๆ ตึง ๆ “ในรายการระบุว่าเป็นตู้เปล่าเหรอ?”
อีกคนขยับเข้ามาดูเอกสาร “ใช่ ตู้หมุนเวียนเปล่า ไม่มีสินค้า”
ความเงียบแผ่ปกคลุมชั่วครู่
มือที่ฉีจินเยว่กำมีดกรงเล็บแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
“ตู้เปล่าก็ไม่ต้องเปิดหรอก ประหยัดเวลา”
“ได้ ไปตู้ถัดไป”
เสียงรองเท้าบูตกระทบแผ่นเหล็กดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ห่างออกไป มุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของระวางสินค้า
ทั้งสามคนรอจนเสียงฝีเท้าหายไปจนหมด และเสียงตะโกนจากวิทยุสื่อสารค่อย ๆ เบาลง จึงกล้าผ่อนลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาช้า ๆ
เหงื่อเย็นซึมชุ่มเสื้อด้านหลัง หัวใจยังคงเต้นรัวไม่หยุด
“โห นี่มันตื่นเต้นเกินไปแล้วมั้ง” เฉิงเจ๋อตงถอนหายใจเบา ๆ
ฉีจินเยว่ไม่ตอบ และจิตใจก็ยังไม่ผ่อนคลาย
เธอยังคงเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวที่เหลืออยู่ในระวางสินค้าอย่างเงียบ ๆ ไม่กล้าประมาทแม้แต่นิดเดียว
วิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้นไปอย่างหวุดหวิดชั่วคราว แต่ภยันตรายยังไม่หมดไป
ไม่นานนัก เครื่องยนต์ของเรือบรรทุกสินค้าก็ค่อย ๆ คำรามขึ้นอีกครั้ง
เสียงหวูดเรือดังก้องไปทั่วผืนทะเล!
คราวนี้ไม่มีการหยุดชะงัก ตัวเรือค่อย ๆ เคลื่อนออกจากท่า มุ่งสู่มหาสมุทรอันมืดมิดเบื้องหน้าอย่างมั่นคง
ทั้งสามคนจึงค่อยโล่งอกได้อย่างแท้จริง
ภายในตู้มืดสนิท ออกซิเจนที่เหลืออยู่ค่อย ๆ ลดลง เหอยฺวี่กับเฉิงเจ๋อตงพิงตู้ด้วยท่าทางอ่อนแรง
