หากหลิวว่านเซินลืมตาขึ้นมาเห็นภาพตรงหน้าในเวลานี้ เขาคงต้องประหลาดใจไม่น้อย
สัตว์ดูดซับพลังปราณตามสัญชาตญาณนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การหายใจเข้าออกควบคุมได้เองเช่นมนุษย์ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเปลี่ยนจากสิ่งมีชีวิตธรรมดาไปสู่ภูตพราย
รุ่งเช้าวันถัดมา
“ฉันทะลวงขั้นได้แล้ว!”
“ตอนนี้ฉันอยู่ขั้นฝึกปราณชั้นสองแล้ว!”
เสียงใสกังวานของซูอวิ้นทำลายความเงียบสงบในลาน
เธอรีบจมจิตลงไปสำรวจตันเถียนทันที แล้วก็พบว่าพลังปราณอันเบาบางแต่เดิมเพิ่มพูนขึ้นหลายเท่า ทั้งยังไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณได้คล่องกว่าวันวานมาก
เธอพบว่าพละกำลังของตัวเองเพิ่มขึ้นไม่น้อย!
พลังปราณที่สามารถควบคุมได้ภายในร่างกายก็มีมากกว่าเมื่อก่อนทะลวงขั้นไม่น้อยเช่นกัน
หากฝึกฝนต่อไปด้วยความเร็วเช่นนี้ ขั้นกลางของการฝึกปราณก็อยู่ไม่ไกลแล้ว
ถึงตอนนั้นหลิวว่านเซินก็จะสอนวิชาให้เธอ รวมถึงวิธีมหัศจรรย์ที่ใช้ตรวจดูเหตุและผลนั่นด้วย
แค่คิดถึงเรื่องนี้ ซูอวิ้นก็รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาเต็มตัว
“ไม่เลวนี่ ทะลวงถึงขั้นฝึกปราณชั้นสองแล้ว”
“พยายามต่อไปนะ ฮ่า ๆ...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวว่านเซินก็หยุดฝึกฝนเช่นกัน ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ฉันเป็นอัจฉริยะนี่นา!”
ซูอวิ้นเชิดคางขึ้น พร้อมโบกหมัดไปมาอย่างได้ท่า
หลิวว่านเซินเพียงยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร
หากอัจฉริยะด้านการบำเพ็ญเพียรตัวจริงมาอยู่ในวัดชิงเฟิงตอนนี้ แถมยังมีคัมภีร์เต๋าคอยชี้แนะ จะใช้เวลานานขนาดนี้กว่าจะทะลวงถึงขั้นฝึกปราณชั้นสองได้อย่างไร?
แต่คำพูดที่ทำลายกำลังใจแบบนั้น เก็บไว้ไม่พูดดีกว่า
อย่างไรเสียก็เป็นคู่บำเพ็ญของเขา ปล่อยให้เธอได้ใจบ้างเป็นครั้งคราวก็ไม่เห็นเป็นไร
“เมื่อวานคุณจัดวางค่ายกลอะไรไว้ในวัดกันแน่?”
