ผ่านไปครู่ใหญ่ หลิวว่านเซินจึงสิ้นสุดการบำเพ็ญ
พลังจิตที่เสียไปฟื้นคืนกลับมาเต็มเปี่ยมแล้ว ทั้งร่างรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
“สบายจริง!”
หลิวว่านเซินลุกขึ้นบิดขี้เกียจ พอเห็นว่าซูอวิ้นไม่อยู่ในห้อง ก็เดินอย่างกระตือรือร้นไปยังโต๊ะเตี้ย เตรียมทดสอบอานุภาพของปราณกระบี่
แต่พอหยุดฝีเท้า รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้าง
บนโต๊ะเตี้ยเหลือเพียงกระบี่ยาวธรรมดาที่ยังไม่ได้ลับคมของซูอวิ้น
แผ่นไม้ข้าง ๆ ก็หายไปหนึ่งแผ่น รอยตัดเรียบกริบประหนึ่งใช้ไม้บรรทัดวัดมา
“หยิบไปไวจริงนะ”
หลิวว่านเซินยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนหยิบกระบี่ยาวธรรมดาเดินไปยังลานหลังบ้าน
ทันทีที่ก้าวผ่านประตูวงพระจันทร์ ปราณกระบี่สีขาวรูปเสี้ยวจันทร์ก็พุ่งเฉียดผ่านสนามหญ้าด้านหน้าไป ก่อนจะทะยานออกไปหลายเมตรจึงค่อย ๆ สลาย
“เอ๋ง ๆ ๆ…”
กระบี่ฟาดขวางอีกครั้ง ปราณกระบี่สายที่สองก็พุ่งเฉียงขึ้นสู่กลางอากาศ
ซูอวิ้นยืนอยู่กลางลาน กระบี่วิเศษในมือถูกนางร่ายอย่างไร้แบบแผน ฟาดแต่ละครั้งก็มีปราณกระบี่สีขาวพุ่งออกมาหนึ่งสาย
ที่เหลือเชื่อที่สุดคือ ทุกครั้งที่นางฟันปราณกระบี่ออกมา ปากก็จะหัวเราะเสียงประหลาดติดหูเป็นชุด
ใต้ชายคา แม่เสือดาวกับลูกนั่งเรียงกันอย่างสงบ
หัวเสือดาวสองหัวหันตามปราณกระบี่ไปมา แม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดแท่งเหล็กนั่นถึงพ่นแสงสีขาวออกมา แต่ก็ดูเพลินจนไม่ยอมละสายตา
“เป็นยังไงบ้าง?”
“กระบี่ของนักพรตหญิงผู้นี้เป็นอย่างไร?”
ซูอวิ้นเห็นหลิวว่านเซินเดินเข้ามาในลาน จึงหมุนข้อมือสะบัดกระบี่เป็นลวดลายงดงาม
เสียง “เคร้ง” ดังขึ้น กระบี่ยาวก็กลับเข้าฝักอย่างมั่นคง
“กระบี่ดี ๆ ถูกเจ้าฟันจนเละเทะ”
“ยังมีหน้ามาถามอีกหรือ?”
หลิวว่านเซินมองรอยกระบี่เต็มพื้นโดยไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
