“อ๊าก!”
เสียงร้องตกใจดังมาจากท้ายขบวน
เมื่อได้ยินเสียง นักท่องเที่ยวที่เดินอยู่ข้างหน้าต่างพากันหันกลับไป
เห็นชายคนหนึ่งสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำกำลังคว่ำหน้าอยู่บนขั้นบันไดหิน มือทั้งสองข้างยันพื้นไว้แน่น เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปนขึ้นมาทีละเส้น
ใบหน้าแนบติดกับแผ่นหินเย็นเฉียบ แผ่นหลังและหัวไหล่เกร็งเขม็งราวกับคันธนูที่ขึ้นสายจนสุด
“เหลาจ้าว เป็นอะไรไป?”
“ล้มเหรอ?”
“รีบลุกขึ้นสิ!”
หลายคนรีบกรูกันเข้าไปหา แต่เหลาจ้าวไม่ตอบ เขากัดฟันแน่น ก่อนออกแรงดันแขนทั้งสองข้างอย่างฉับพลัน
“อึก อ๊าก!”
ทว่าไม่ว่าเหลาจ้าวจะออกแรงแค่ไหน ขั้นบันไดใต้ฝ่ามือก็ยังนิ่งสนิท ร่างกายกลับราวกับถูกภูเขาล่องหนกดทับ ต่อให้ยกขึ้นสักครึ่งนิ้วก็ยังทำไม่ได้
แขนทั้งสองข้างสั่นระริก กล้ามเนื้อหน้าท้องเกร็งแน่น พื้นรองเท้าถูไถไปมาบนขั้นบันได จนเกิดรอยครูดสีเทาขึ้นสองเส้น
ไม่ว่าจะออกแรงมากเพียงใด หน้าอกก็ยังแนบติดพื้นอยู่เช่นเดิม
ความรู้สึกนี้ประหลาดอย่างยิ่ง ราวกับขั้นบันไดใต้เท้ามีแรงแม่เหล็ก ส่วนร่างกายของเขาเป็นก้อนเหล็ก
ตราบใดที่ยังอยู่บนขั้นนี้ ทั้งร่างก็ทำได้เพียงหมอบติดพื้น แม้แต่พลิกตัวก็กลายเป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ
เหลาจ้าวหันไปตะโกนอย่างเดือดดาล “มัวอึ้งอะไรกันอยู่ รีบดึงฉันที!”
สหายสองคนเห็นดังนั้นก็รีบคว้าแขนเขา แล้วช่วยกันออกแรงลากไปด้านหลัง
“ฮึบ!”
“ออกแรงอีกหน่อย!”
ทั้งสามคนออกแรงพร้อมกัน ในที่สุดร่างของเหลาจ้าวก็เลื่อนลงมาได้ช่วงหนึ่ง
เสียง “แคว่ก” ดังขึ้นเมื่อเสื้อแจ็กเก็ตครูดกับขั้นบันได ทว่าขาทั้งสองข้างของเหลาจ้าวยังถูกพลังบางอย่างเหนี่ยวรั้งไว้ จนกระทั่งร่างทั้งร่างกลิ้งตกลงไปสองขั้น แรงกดดันน่าสะพรึงกลัวนั้นจึงสลายไปในพริบตา
