ชั่วขณะที่เมิ่งฝูเป็นฝ่ายเบนสายตาหนีไปก่อน เฮ่อทิงซวี่ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาราง ๆ
แต่พอได้ยินคนข้างกายพูดเช่นนั้น ความขุ่นข้องใจเล็กน้อยก็สลายไป
ก็จริง ช่วงสองสามวันก่อนทั้งคู่มีเรื่องกระทบกระทั่งกันจนบรรยากาศตึงเครียด ถึงอย่างไรเธอก็เป็นผู้หญิง ย่อมขี้อายอยู่บ้าง แอบตามมาจนถูกจับได้แล้วจะเขินก็เป็นเรื่องปกติ
คำพูดของอวี๋เหยาทำให้หลินลี่หัวเราะเยาะ ก่อนจะโต้กลับเป็นคนแรก
“อย่ามาทำตัวตอแหลแถวนี้ เห็นเธอแล้วฉันคลื่นไส้”
“อีกอย่าง คิดว่าทุกคนจะเหมือนเธอหรือไง เห็นขี้ก็อยากกิน? เฮ่อทิงซวี่น่ะอยากอมเธอไว้ในปากทุกวัน แต่ฝูฝูของเราไม่ชายตาแลหรอก”
หลินลี่รู้มาตั้งแต่เด็กว่าต้องเถียงกับคนอื่นอย่างไร แค่ไม่กี่ประโยคก็ทำเอาอวี๋เหยาพูดไม่ออก
ใบหน้าอวี๋เหยาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เธอสูดหายใจลึกอยู่หลายครั้ง แล้วแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
“พี่คะ เมื่อเช้าพี่ลงจากรถของใครเหรอ?”
เธอทำท่าราวกับเป็นห่วง “พี่คงไม่ได้ถูกเลี้ยงดูอยู่หรอกนะ? ฉันเล่าเรื่องนี้ให้แม่กับพี่ทิงซวี่ฟังแล้ว พวกเขาผิดหวังในตัวพี่มากเลย โดยเฉพาะแม่”
“พี่ไม่รู้หรอกว่าแม่เสียใจแค่ไหนตอนเห็นรูป แม่บอกว่าพี่ทำให้ตระกูลอวี๋ต้องอับอาย”
หางตาของอวี๋เหยายกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ
เธอรู้ดีว่าในใจเมิ่งฝู แม่อวี๋มีความสำคัญยิ่งกว่าเฮ่อทิงซวี่เสียอีก
ตอนที่เพิ่งถูกพากลับมา เมิ่งฝูเคยคาดหวังความรักจากแม่อวี๋อยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นคงไม่ตัดสินใจจะออกจากตระกูลอวี๋ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะยอมอยู่ต่อเพราะน้ำตาของแม่อวี๋
เมิ่งฝูขมวดคิ้ว นึกไม่ถึงว่าอวี๋เหยาจะเห็นตอนเธอลงจากรถของเฟิงอวี้เมื่อเช้า
