กรอบหน้าต่างอะลูมิเนียมเก่าคร่ำคร่าครูดคราดดังขึ้น ก่อนจะถูกผลักเปิดออกพร้อมเสียง “ครืด”
ลมหนาวเย็นยะเยือกพัดกรูเข้ามาในห้องทันที
ปลายจมูกอบอวลไปด้วยกลิ่นจากถนนด้านนอก ทั้งกลิ่นหิมะละลายและกลิ่นควันดอกไม้ไฟ
เสียงเด็ก ๆ หัวเราะเล่นกันดังมาจากชั้นล่างเป็นครั้งคราว ปะปนกับเสียงประทัดห่าง ๆ ที่ดังขึ้นประปราย ยิ่งทำให้ย่านเก่าแห่งนี้ดูเงียบเหงา
“มองอะไรอยู่?” เฉิงเลี่ยชะโงกหน้าออกไปมองข้างนอก
เหนือศีรษะคือท้องฟ้ายามค่ำคืนของดาวเมืองหลวง ซึ่งถูกมลภาวะทางแสงย้อมจนกลายเป็นสีแดงคล้ำ นอกจากเมฆหนาทึบแล้วก็ไม่มีอะไรเลย
“ใจเย็นก่อน”
ลู่เฮ่อหรานก้มมองเวลาบนหน้าจอ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มลึกลับ
“อีกสิบวินาที”
“สิบ เก้า...”
เขาเริ่มนับถอยหลัง
เสียงทุ้มต่ำดังผ่านลำโพงของสมองกลอัจฉริยะ สะท้อนก้องอยู่ในห้องเช่าแคบ ๆ ราวกับค้อนเล็ก ๆ ที่เคาะลงบนหัวใจของเฉิงเลี่ยทีละจังหวะ
“ห้า สี่...”
นิ้วมือที่จับกรอบหน้าต่างของเฉิงเลี่ยเกร็งจนซีดขาว
เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคาดหวังอะไร แต่หัวใจกลับเต้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ตามเสียงนับถอยหลังของลู่เฮ่อหราน ราวกับจะกระแทกทะลุอกออกมา
“สาม สอง...”
ลู่เฮ่อหรานเงยหน้าขึ้น ในดวงตาสีทองสะท้อนแสงไฟระยิบระยับจากพระราชวัง ทว่าสายตากลับจับจ้องเฉิงเลี่ยในกล้องอย่างจดจ่อเพียงคนเดียว
“หนึ่ง”
“เงยหน้าขึ้น”
ในชั่วขณะนั้นเอง
“ตูม—”
เสียงระเบิดกัมปนาทดุจฟ้าผ่าดังแหวกอากาศ มิได้มาจากใจกลางเมือง แต่มาจากรอบ ๆ ย่านที่พักเก่าแห่งนี้
