ห้องเก็บอัฐิ ณ สุสานภูเขาหงส์ เจียงตู
ฉู่หลิงเซียวเช่าห้องสักการะหนึ่งห้อง นำอัฐิของมารดาและพี่ชายออกมา คุกเข่าคารวะ และหยิบจดหมายที่ลั่วเสี่ยวเวยทิ้งไว้ให้เขาออกมา หลังจากอ่านจบก็เผาหน้ากระโถนอัฐิของพี่ชาย
เมื่อเสร็จพิธี ฉู่หลิงเซียวก็นำอัฐิของมารดาและพี่ชายกลับไปยังห้องเก็บอัฐิ ทั้งสามขึ้นรถ เตรียมออกเดินทาง
รถยังไม่ทันขยับ ด้านหน้าประตูใหญ่ก็มีรถสองคันเข้ามา ขณะที่พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำประตูชี้นิ้วไปทางพวกเขา รถสองคันนั้นก็ขับตรงเข้ามา ขวางหัวและท้ายของปอร์เช่ คาเยนน์ไว้!
กลุ่มชายฉกรรจ์ลงจากรถ เมื่อเห็นคนนำหน้า ฉู่ยวี่หานก็กัดฟันกรอด “เจียงอวิ๋นเจ้า! เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
ซูซืออีส่งเสียงเหอะ “ต้องเป็นเพราะหาตัวคุณไม่เจอ ก็เลยติดสินบนพนักงานรักษาความปลอดภัยตรงประตูไว้ พอคุณมาที่นี่เมื่อไหร่ ก็ให้รีบแจ้งให้เขารู้!”
มองดูคนพวกนั้นเปิดท้ายรถ หยิบกระบองไม้หนาเท่าข้อมือออกมาเป็นท่อน ๆ ใบหน้าฉู่ยวี่หานเปลี่ยนสีครั้งใหญ่ พูดกับฉู่หลิงเซียวอย่างตึงเครียด “มาเพื่อเจ้าแน่นอน! เจ้าอย่าออกไปนะ ข้าจะลงไปคุยกับเขาเอง!”
ฉู่หลิงเซียวกดตัวนางไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง พูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีเหตุผลให้สตรียืนขวางข้างหน้าข้าหรอก!”
ฉู่ยวี่หานพูดอย่างร้อนใจ “ข้าเป็นอาสะใภ้ของเจ้านะ!”
ซูซืออีปลดเข็มขัดนิรภัยออก พูดกับฉู่หลิงเซียว “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาให้เจ้าเล่นบทวีรบุรุษ! สภาพแบบนี้ถ้าเจ้าออกไปน่ะรนหาที่ตายรึไง?”
ฉู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว พูดว่า “ข้าไม่ได้เล่นบทวีรบุรุษ นี่เรื่องของข้ามาแต่แรก!”
ซูซืออีส่งเสียงเหอะอีก ชี้ไปที่คนด้านนอก “ดูไม่ออกหรือว่าพวกมันมากันแบบเตรียมพร้อม? อย่านึกว่าเมื่อก่อนได้เปรียบจัดการคนของเหลียวหมิงเลี่ยงไปสองคนแล้วจะแน่จริงซะที่ไหน! ตอนนี้พวกมันมีเจ็ดแปดคน เจ้าจะสู้กับพวกมันยังไงนะ?”
ฉู่หลิงเซียวเบะปาก ก็ไม่ได้อธิบายอะไร
ไม่ต้องพูดถึงแค่เจ็ดแปดคน ต่อให้มากกว่านั้นอีกสิบเท่า สำหรับเขาแล้ว จะทำอะไรเขาได้?
สองปีแรกที่กราบตาเฒ่าตาบอดเป็นอาจารย์ คราใดที่เกิดการต่อสู้ชุลมุนครั้งใหญ่ในคุก เขามิใช่คนเดียวที่รับมือคนเป็นร้อยเป็นพันหรือ?
เห็นเขาไม่พูดแล้ว ซูซืออีนึกว่าเขากลัวแล้ว ก็แสดงสีหน้าดูแคลน “เจ้าก็อย่ามัวแต่คิดจะเรียกศิษย์พี่รุ่นพี่อะไรนั่นมาช่วยเลยนะ! อยู่ในที่เดียวกับพวกพี่น้องตระกูลเหลียวได้ มันจะมีคนดีสักเท่าไหร่? ในเมื่อเจ้าออกมาแล้ว ก็อย่าติดต่อกับคนพรรค์นี้อีก อย่าให้อาสะใภ้ของเจ้าต้องคอยเป็นห่วงเจ้า!”
ไม่ทันที่ฉู่หลิงเซียวจะปฏิเสธ นางก็เปิดประตูรถลงไปแล้ว เข้าขวางตรงหน้าเจียงอวิ๋นเจ้า
มองดูแผ่นหลังของนาง มุมปากฉู่หลิงเซียวปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ที่แทบสังเกตไม่ได้
ก็ดังที่อาสะใภ้เล็กว่า ผู้หญิงคนนี้นิสัยถึงจะไม่ดี แต่หัวใจก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ต่อคำพูดเสียดสีของนาง จึงเพิ่มความอดกลั้นอีกสักหน่อย
เห็นคนลงมาคือซูซืออี เจียงอวิ๋นเจ้าที่รูปร่างไม่สูงและหน้าตาสกปรกน่ารังเกียจก็พูดด้วยรอยยิ้ม “อ้าว นี่มันพี่สะใภ้หมิงเลี่ยงนี่นา เมื่อกี้ข้าเพิ่งคุยโทรศัพท์กับไอ้หมิงเลี่ยงเสร็จ เรื่องมันบังเอิญจริง ๆ เลยนะ!”
ซูซืออีสีหน้าเย็นชาด่าตอบ “ปากสะอาดหน่อย! ข้ายังไม่แต่งงาน แล้วก็ไม่มีแฟน เจ้าเรียกใครว่าสะใภ้! ไอ้ชาติชั่วเหลียวหมิงเลี่ยงนั่นเด็กกว่าเจ้าสิบกว่าปีได้มั้ง? อายุปูนนี้แล้วเรียกมันว่าพี่? อยากเป็นลูกหลานขนาดนั้นทำไมไม่เรียกมันว่าทวดเลยล่ะ?”
สีหน้าของเจียงอวิ๋นเจ้าหมองคล้ำลงในชั่วพริบตา จ้องมองนางอย่างเยือกเย็นแล้วด่า “ซูซืออี ข้าไม่ได้มาหาเจ้า หลบไปให้พ้นเลยดีกว่า! ไม่อย่างนั้นถ้าพลอยโดนบาดเจ็บเข้า ก็อย่ามาโทษข้าแล้วกัน!”
เขาหันไปมองฉู่หลิงเซียวที่อยู่ในรถแล้วด่า “ไอ้หนู ถูกขังเข้าคุกไป๋ซานยังออกมาได้ ชีวิตนี่แข็งดีนี่หว่า! ออกมาแล้วไง? กลายเป็นเต่าหัวหดแล้วรึไง เอาแต่หลบอยู่หลังผู้หญิง? ไอ้หนู เจ้าหลานสาวคนดีเหมือนดอกไม้ของข้าจะให้เจ้ามาทำมัวหมองฟรี ๆ ไม่ได้หรอก ข้าจะตอนเจ้า!”
“เจ้าเป็นบ้ารึไง?” ซูซืออีก่นด่าเจียงอวิ๋นเจ้า “เขาก็นั่งคุกมาตั้งห้าปีแล้ว ชดใช้ไปแล้ว เจ้ายังจะตามรังควานไม่เลิกรา ไม่จบไม่สิ้นใช่ไหม?”
เจียงอวิ๋นเจ้ามองสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าพลางหัวเราะ “คุณซู ข้าเอาเจ้าซะทีนึง แล้วก็ไปนั่งคุกห้าปี เจ้าว่าดีไหม?”
ชายฉกรรจ์ข้าง ๆ พูดพลางหัวเราะ “อย่าว่าแต่ห้าปีเลย สิบปีข้าก็ยอม!”
อีกคนหนึ่งมองซูซืออีอย่างละโมบ “แค่นั่งคุกน่ะอะไรกัน ขอแค่ได้นอนกับสาวงามแบบนี้สักคืน ลดอายุขัยสิบปีข้าก็เอา!”
มองดูสายตาอันไร้ยางอายของคนพวกนี้ ซูซืออีรู้สึกเหมือนตัวเองถูกเปลือยเปล่า อับอายขายหน้าโกรธถึงขีดสุด ก่นด่า “พวกเจ้าไร้ยางอาย!”
“เจินเจินอยู่ที่ไหน?” ฉู่หลิงเซียวลงจากรถ เดินเข้ามาถามอย่างเยือกเย็น
ซูซืออีขมวดคิ้วพูด “เจ้าลงมาทำไม! ตราบใดที่เจ้าอยู่บนรถ พวกมันก็ไม่กล้าลงมือ! ถ้าพวกมันกล้าแตะรถข้าแม้แต่นิดเดียว ข้าจะโทรฯ หาพี่ชายข้า ให้จับพวกมันให้หมด! ทำไมเจ้าถึงโง่อย่างนี้ ต้องยื่นคอเข้ามาเองด้วย?”
ฉู่หลิงเซียวโบกมือพูด “นี่เป็นเรื่องของข้ามาแต่แรก ไม่เกี่ยวกับเจ้า!”
“ไม่รู้ดีรู้ชั่ว! อยากตายนัก!” ซูซืออีโกรธจนหันหลังขึ้นรถ บ่นอุบอิบ “ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่พี่หาน ไหนเลยข้าจะอยากยุ่งกับเจ้า! ในเมื่อเจ้าโง่อย่างนี้ ก็ให้พวกมันตีตายไปซะ!”
เมื่อไม่มีคนขัดขวางแล้ว เจียงอวิ๋นเจ้าก็หมดความกังวล ใช้นิ้วชี้ฉู่หลิงเซียวแล้วด่า “ไอ้ชาติชั่ว! ยังคิดถึงหลานสาวข้าอีกใช่ไหม? แค่เจ้าน่ะหรือคู่ควร? อยากเจอนางใช่ไหม? ได้ ข้าจะพาเจ้าไป แต่ไปแบบนี้ไม่ได้นะ ต้องหามเจ้าไป!”
เมื่อเจียงอวิ๋นเจ้ากวักมือ ชายฉกรรจ์สองคนก็ถือกระบองเดินเข้ามา ฟาดลงไปที่ศีรษะของฉู่หลิงเซียวอย่างแรง!
ความแค้นของสองตระกูลถึงขั้นไม่ตายไม่เลิกแล้ว จึงไม่ต้องเกรงใจ ไม่ว่าฉู่หลิงเซียวออกมาแล้วจะคิดแก้แค้นด้วยวิธีใด ก็อย่าให้โอกาสเขา!
แน่นอนว่าไม่ถึงกับเอาชีวิต ประเดี๋ยวจัดการยุ่งยาก!
แต่ถ้าทำให้เขากลายเป็นผักที่ทำอะไรไม่ได้เลย ก็จะไม่ต้องแบกรับผลลัพธ์ที่ใหญ่หลวงนัก ท่านพี่เจียงอวิ๋นเซิงจะจัดการให้เอง!
ดังนั้น นักเลงของตระกูลเจียงพวกนี้พอขึ้นมาก็ใช้ไม้ตายเลย มุ่งไปที่ศีรษะของคนโดยเฉพาะ!
เจียงอวิ๋นเจ้าแสยะยิ้มด่า “ไอ้โง่! ออกมาแล้วไม่รีบไปหลบ ๆ ซ่อน ๆ ยังกล้าเอิกเกริกไปทั่ว คิดจริง ๆ หรือว่าการวางแผนและการป้องกันตลอดหลายปีมานี้ของตระกูลเจียงข้า มันเสียเป…”
ยังไม่ทันที่คำพูดเขาจะจบ ก็ได้ยินเสียงปังทึบสองครั้ง ชายฉกรรจ์สองคนนั้นที่เพิ่งลงมือกับฉู่หลิงเซียว ตอนนี้ก็เหมือนตอไม้ที่ถูกโค่น ล้มตึงแน่นิ่งลงกับพื้น!
เกิดอะไรขึ้น?
ทุกคนมองหน้ากันไปมา ไม่มีสักคนที่มองเห็นชัดว่าฉู่หลิงเซียวลงมืออย่างไร!
ฉู่หลิงเซียวไม่สนใจคนสองคนนั้นบนพื้น ยกเท้าก้าวเดินไปทางเจียงอวิ๋นเจ้า พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “การลงมือกับข้า เป็นความคิดของเจียงอวิ๋นเซิง หรือเป็นของเจินเจิน?”
เจียงอวิ๋นเจ้าถูกอาคมของเขาข่มขวัญไว้ ก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แล้วรีบหยุด ตวาดเสียงดัง “เจ้ายังกล้าเอ่ยชื่อหลานสาวข้าอีก? เจ้าทำลายนาง ทำให้นางมัวหมอง! เจ้าไม่มีสิทธิ์…”
“หุบปาก!” ฉู่หลิงเซียวตวาดลั่นด้วยความโกรธ ทำให้เจียงอวิ๋นเจ้าสะดุ้งโหยง!
ส่งเสียงเหยียดหยาม ฉู่หลิงเซียวมองเจียงอวิ๋นเจ้าอย่างเย้ยหยันแล้วด่า “พูดจาหลอกลวงอย่างนี้ หวังว่าตระกูลเจียงพวกเจ้าคงหลงเชื่อตัวเองไปแล้วสินะ?”
“ตอนนั้นนางเป็นฝ่ายตามจีบข้าเอง เป็นพวกเจ้าที่วางกับดักให้ข้า!”
“ในแก้วเหล้านั่นมียา พวกเจ้าจงใจฉวยตอนที่ข้าหลับใหลไม่รู้สึกตัว ให้เจินเจินเสียตัวให้ข้า แล้วก็กลับคำกล่าวหาข้า ส่งข้าเข้าคุก!”
“แผนการชั่วช้านี้ถูกพวกเจ้าพลิกขาวเป็นดำ แม้แต่ตัวเองก็ลืมไปแล้วหรือ?”
“ข้าเพียงแต่ไม่คิดว่า เจินเจินจะยอมทุ่มทุนขนาดนี้ เอาตัวเองลงเล่นด้วยจริง ๆ!”
เจียงอวิ๋นเจ้าแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม “ไม่ใช่อย่างนี้ เจ้าคิดว่าจะหลอกผู้พิพากษาได้หรือ?”
“ก็แค่เรื่องอย่างว่านั่นเอง กินทีเดียวเสียตัว แลกมาด้วยทุกสิ่งทุกอย่างของตระกูลฉู่ การค้าครั้งนี้ตระกูลเจียงข้าไม่ขาดทุน! แล้วก็ พูดอีกอย่าง สังคมสมัยนี้ ใครจะไปสนใจเรื่องนี้อีก?”
“ข้าจะบอกเจ้าให้ชัด ๆ ไปเลย นี่เป็นแผนที่ตระกูลเจียงข้าวางไว้ให้ตระกูลฉู่พวกเจ้าโดยเฉพาะ ก็เพื่อให้ได้สมบัติทั้งหมดของตระกูลฉู่พวกเจ้ามาครอบครอง จะทำอะไรได้?”
ฉู่หลิงเซียวพยักหน้า หยิบโทรศัพท์ที่กำลังอัดเสียงอยู่จากกระเป๋ากางเกง ส่งคืนให้ฉู่ยวี่หานในรถแล้วพูดว่า “ในเมื่อเจ้ายอมรับแล้ว เช่นนั้นตระกูลเจียงพวกเจ้าทุกหัวระแหง ก็เตรียมคุกเข่าขอขมาตระกูลฉู่ของข้าเถอะ!”