ตอนที่ขบวนออกจากเขตใจกลางเมือง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว
ไม่ใช่มืดแบบพระอาทิตย์ตกดิน แต่เป็นเพราะเรือนยอดไม้เหนือศีรษะหนาทึบขึ้นเรื่อย ๆ แสงอาทิตย์ถูกกรองทีละชั้น จากสีทองกลายเป็นเขียวอ่อน จากเขียวอ่อนกลายเป็นเขียวหม่น สุดท้ายกลายเป็นความมืดขุ่นมัวแบบที่เหมือนมองโลกผ่านกระจกสกปรก
ซูมู่พิงเบาะข้างคนขับ มองความเปลี่ยนแปลงข้างนอกผ่านกระจกรถ คิ้วขมวดแน่นขึ้นทุกขณะ เฉินจวินกำพวงมาลัย ลดความเร็วลงต่ำสุด ล้อรถลื่นไถลบนพื้นถนนที่ปกคลุมด้วยใบไม้ หลายครั้งเกือบตกหลุม
ขบวนด้านหน้าหยุด ซูมู่ได้ยินคนตะโกน เสียงดังมาจากข้างหน้าเป็นระลอก ๆ เหมือนริ้วคลื่นบนผิวน้ำ เขาผลักประตูรถ ก้าวลงไปบนใบไม้ที่อ่อนนุ่มจนถึงข้างทาง แล้วก็ชะงัก
ตรงหน้าไม่มีไร่นา ไม่มีถนนหลวง ไม่มีภาพ “ชานเมือง” แบบที่เขาคาดไว้
นี่คือป่า
ไม่ใช่ป่าที่เติบโตตามธรรมชาติมาหลายสิบหรือหลายร้อยปี แต่เป็นป่าที่ผุดขึ้นจากพื้นดินในชั่วข้ามคืน
ต้นไม้สูงใหญ่หนาอย่างเหลือเชื่อ ลำต้นที่เล็กที่สุดยังหนากว่าเอวเขา เรือนยอดบังฟ้ามิดเมฆ กิ่งก้านซ้อนทับกันเหมือนตาข่ายแน่นทึบที่ไร้ช่องลม ปิดท้องฟ้าไว้มิดชิด
ลำต้นสีเทาดำ ผิวเต็มไปด้วยรอยแตกระแหงละเอียด สิ่งที่ซึมออกจากรอยแตกไม่ใช่ยางไม้ แต่เป็นของเหลวสีแดงเข้มข้นหนืดคล้ายเลือด ไหลย้อยลงมาตามเปลือกไม้ รวมตัวกันบนพื้นเป็นแอ่งน้ำสีแดงเข้มเล็ก ๆ
