บทที่ 5 เสนอขาดความสัมพันธ์
ซูเหนี่ยวเหนี่ยวเบ้ปาก “พูดซะไพเราะเชียว ถ้าไม่รู้คงคิดว่าฉันเสวยสุขอยู่ในบ้านนี้มามากแค่ไหน
ตั้งแต่จำความได้ ฉันก็ทำงานไม่หยุด ฟ้ายังไม่สางก็ต้องซักผ้า ทำกับข้าวให้คนทั้งบ้าน เงินที่หามาได้ตลอดหลายปีก็ถูกพวกคุณเอาไปหมด
แถมยังลงไม้ลงมือกับฉันอยู่เรื่อย สามวันตบตีเล็กน้อย ห้าวันทั้งตีทั้งด่า
ถ้าไม่ใช่เพราะปู่แวะมาหาบ่อย ๆ ฉันคงถูกคุณตีตายไปนานแล้ว ฉันไม่ได้ติดค้างอะไรพวกคุณ!”
หลิวซิ่วอิงเห็นว่าตัวเองพูดดีด้วยแล้วอีกฝ่ายก็ยังไม่ฟัง สีหน้าจึงเปลี่ยนไปทันที
ปกติยัยเด็กเหลือขอนี่ว่าง่ายจะตาย ขออะไรก็แทบไม่เคยปฏิเสธ วันนี้ไม่รู้ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน
ถึงได้กล้าทำหน้าใส่เธอแบบนี้
“ซูเหนี่ยวเหนี่ยว แกเป็นลูกที่ฉันเลี้ยงมาเองนะ
แกต้องลงชนบท
พรุ่งนี้ฉันจะไปลงชื่อให้ ถ้าแกกล้าขัดขวางไม่ยอมสละงานให้ ฉันจะตีขาแกให้หัก!”
“เพี๊ยะ!”
เสียงตบดังสนั่น หลิวซิ่วอิงเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
เธอไม่เคยคิดเลยว่าลูกสาวที่ปกติถูกเคี่ยวเข็ญแค่ไหนก็ไม่กล้าปริปากสักคำ วันหนึ่งจะกล้าตบหน้าเธอ
พอตั้งสติได้ เธอก็พุ่งเข้าใส่ซูเหนี่ยวเหนี่ยว
“ยัยเด็กเหลือขอ แกคิดจะก่อกบฏหรือไง
กล้าลงมือกับฉันเหรอ วันนี้ถ้าฉันไม่ตีแกให้ตาย ฉันก็ไม่ใช่คนแซ่หลิว!”
จังหวะที่หลิวซิ่วอิงกำลังจะพุ่งเข้ามา ซูเหนี่ยวเหนี่ยวก็ถอยหลังอย่างรวดเร็วหนึ่งก้าว ก่อนจะปิดประตูใส่ทันที
หลิวซิ่วอิงพุ่งมาเร็วเกินไป จมูกจึงถูกประตูหนีบเข้าเต็ม ๆ “อ๊า! เจ็บ...”
เธอยกมือกุมจมูกทันทีด้วยความเจ็บปวด ยัยเด็กนั่นมือหนักจริง ๆ!
รู้สึกเหมือนจมูกจะถูกหนีบจนหักอยู่แล้ว
เสียงกรีดร้องของหลิวซิ่วอิงดึงดูดคนสามคนในห้องรับแขกให้รีบเข้ามา
ซูจื้อหัวเพิ่งก้าวเข้ามาก็เห็นเธอกุมจมูก สีหน้าเจ็บปวด จึงรีบถามด้วยความเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็นแบบนี้
ผมให้คุณไปคุยกับเธอดี ๆ เรื่องลงชนบทกับโอนงานให้ไม่ใช่เหรอ
ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ได้ล่ะ”
หลิวซิ่วอิงกุมจมูก พลางจ้องประตูห้องของซูเหนี่ยวเหนี่ยวอย่างเคียดแค้น “ก็เพราะยัยเด็กเหลือขอนั่นน่ะสิ ไม่ยอมลงชนบท แถมยังตบฉันอีก”
พอซูจื้อหัวได้ยินว่าซูเหนี่ยวเหนี่ยวตบภรรยาตัวเอง เขาก็ไม่อยากเชื่ออยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “ซูเหนี่ยวเหนี่ยว! เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ใครอนุญาตให้แกตบผู้ใหญ่!”
ซูเสี่ยวหู่เห็นแม่เสียท่า จึงเตะประตูห้องของซูเหนี่ยวเหนี่ยวสองที “ไอ้เด็กเหลือขอ กล้ารังแกแม่ฉันเหรอ ออกมาสิวะ ดูซิว่าฉันจะตีแกให้ตายไหม!”
ซูเหนี่ยวเหนี่ยวเปิดประตูผาง แล้วเดินฉับ ๆ ไปตรงหน้าซูเสี่ยวหู่
“เพี๊ยะ!”
“เพี๊ยะ!”
“เพี๊ยะ!”
ตบสามฉาดติดกันจนทุกคนชะงักงัน
“เอาแต่ด่าคนอื่นว่าเป็นเด็กเหลือขอทุกวัน ไม่คิดบ้างเหรอว่าตัวเองนั่นแหละที่ทั้งโง่ทั้งทึ่ม เป็นเด็กเหลือขอตัวจริง”
ซูเสี่ยวหู่จ้องเขม็งด้วยความโกรธ “แกกล้าตบฉันเหรอ!”
ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยถูกใครตบตีด่าทอแบบนี้
เขาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ปกติแม้แต่ซูอวี่โหรวก็ยังต้องยอมให้เขาอยู่สามส่วน
ทุกครั้งที่ซูเหนี่ยวเหนี่ยวเห็นเขา ก็เอาแต่หลบไปไกล ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้เธอจะกล้าขนาดนี้
“เพี๊ยะ!”
เห็นเขายังไม่เชื่อ ซูเหนี่ยวเหนี่ยวก็ตบหน้าเขาอีกฉาด “ใช่ ฉันตบแกนี่แหละ คราวนี้รู้สึกแล้วใช่ไหม!”
ถ้ายังไม่รู้สึก เธอก็ตบเพิ่มได้อีกสักฉาด เรื่องง่าย ๆ เอง
ซูเสี่ยวหู่โกรธจนกำหมัดแน่น แล้วเหวี่ยงใส่ซูเหนี่ยวเหนี่ยว แต่เธอหลบได้อย่างว่องไว
เขาจึงพุ่งพลาด ชนกำแพงเข้าเต็ม ๆ
เขายกมือกุมหน้าผาก ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
ซูเหนี่ยวเหนี่ยวหัวเราะเบา ๆ สมกับเป็นแม่ลูกกันจริง ๆ ทำเรื่องโง่ ๆ ได้เป็นขั้นเป็นตอนเหมือนกันเป๊ะ
สองสามีภรรยาตระกูลซูเห็นลูกชายเป็นแบบนั้นก็ปวดใจแทบแย่
“ซูเหนี่ยวเหนี่ยว!
ดูตัวเองสิ ยังทำตัวเหมือนพี่สาวอยู่ไหม
ทำไมต้องรังแกน้องชายด้วย
ขอโทษเสี่ยวหู่เดี๋ยวนี้เลย!”
ซูเหนี่ยวเหนี่ยวปรายตามองซูจื้อหัวอย่างดูแคลน “อุตส่าห์ทำงานในหน่วยงานรัฐบาลมาตั้งนาน แต่ลูกชายของคุณเอาแต่ด่าคนอื่นว่าเป็นเด็กเหลือขอ เป็นไอ้หน้าตัวเมีย ปากเหมือนกินขี้มา ถ้าเรื่องแพร่ออกไป ฉันว่าคุณก็ไม่ต้องทำงานแล้วล่ะ”
ซูจื้อหัวหน้าเขียวคล้ำ วันนี้ซูเหนี่ยวเหนี่ยวคงถูกกระทบกระเทือนเพราะไม่ได้แต่งงานหรือเปล่า
เมื่อก่อนเจอเขายังไม่กล้าพูดสักคำ ตอนนี้กลับกล้าเถียงเขาแล้ว
ซูจื้อหัวนึกถึงจุดประสงค์ที่มาหาเธอ จึงข่มความโกรธไว้
เขาหันไปบอกซูเสี่ยวหู่ “ต่อไปพูดจาระวังปากหน่อย ถ้าฉันได้ยินแกพูดคำหยาบอีก ฉันจะตีแกให้เข็ด”
ซูเสี่ยวหู่หดคอด้วยความกลัว เขายังเกรงซูจื้อหัวอยู่บ้าง
หลังพูดกับซูเสี่ยวหู่จบ เขาถึงหันมามองลูกบุญธรรมที่ปกติเป็นเหมือนคนโปร่งใส
“เหนี่ยวเหนี่ยว แม่คงบอกเธอแล้วว่าทางสำนักงานเยาวชนมีการเร่งให้ลงชนบท
หลายปีมานี้เสี่ยวโหรวลำบากอยู่ข้างนอกมามากแล้ว จะให้เธอลงชนบทอีกไม่ได้เด็ดขาด
เธออยู่บ้านก็เสวยสุขมาหลายปีแล้ว
ถึงเวลาที่เธอจะทำอะไรตอบแทนครอบครัวบ้าง เธอลงชนบทแทนน้องสาวเถอะ
ส่วนงานของเธอก็ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่พวกเราเลี้ยงดูเธอมาหลายปี ยกให้น้องสาวไปด้วย
วางใจเถอะ ขอแค่เธอลงชนบทแทนเสี่ยวโหรว ทุกเดือนผมจะส่งเงินค่าครองชีพไปให้
ถึงอยู่ชนบท เธอก็ไม่ต้องลำบากหรอก”
ซูเหนี่ยวเหนี่ยวไม่เชื่อคำพูดของซูจื้อหัวแม้แต่คำเดียว
ตอนที่เจ้าของร่างเดิมถูกรถชนจนเกือบแท้งลูก คนในบ้านไม่มีใครอยู่ เย่หว่านฉิงชนเธอแล้วก็หนีไป
เธอไม่มีเงินติดตัว จึงฝืนความเจ็บปวดที่ท้องกลับมาบ้าน ตั้งใจจะขอยืมเงินซูจื้อหัว 10 หยวนไปโรงพยาบาล
แต่เขาพูดว่า “แกไม่ใช่ลูกสาวตระกูลซูของฉัน เลี้ยงแกมาหลายปี ฉันก็ทำเต็มที่แล้ว
ตอนนี้แกแต่งงานออกไปแล้ว แถมยังท้องลูกของตระกูลโจว
ยังจะมาคิดถึงเงินของบ้านฉันอีก ฉันไม่เคยเจอใครหน้าด้านไร้ยางอายอย่างแกมาก่อน ไสหัวไป!”
ที่เจ้าของร่างเดิมมีลูกไม่ได้ในภายหลัง ซูจื้อหัวก็มีส่วนด้วย
ตอนนั้นอยู่ในสภาพแบบนั้นเขายังไม่ยอมให้ยืมเงิน ตอนนี้กลับคิดจะหลอกเธอหรือ น่าขำสิ้นดี
“อยากให้ฉันลงชนบทก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้
แต่ฉันมีข้อเรียกร้องหนึ่งอย่าง”
พอซูจื้อหัวได้ยินเช่นนั้น คิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายลงเล็กน้อย เพราะงานที่เขาทำอยู่ในตอนนี้
เขาลงชื่อส่งเธอไปชนบทเองโดยตรงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นถ้ามีคนรู้ว่าเขาส่งชื่อไป
เขาก็ไม่ต้องทำงานนี้อีกแล้ว
เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องให้ซูเหนี่ยวเหนี่ยวตกลงเอง
“ข้อเรียกร้องอะไร พูดมาได้เลย”
ถ้าไม่เกินไปนัก เขาก็จะยอมรับปาก
“ฉันขอให้พวกคุณเขียนหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์กับฉัน”
เดิมทีซูจื้อหัวกับหลิวซิ่วอิงคิดว่าซูเหนี่ยวเหนี่ยวจะฉวยโอกาสเรียกเงินก้อนโต ขอเงินเพิ่มให้มากหน่อย
ไม่คิดเลยว่าเธอจะเรียกร้องให้ตัดขาดความสัมพันธ์ตั้งแต่แรก
หลิวซิ่วอิงกลับถอนหายใจโล่งอก ลูกบุญธรรมคนนี้พอลงชนบทไปแล้ว พวกเขาก็เอื้อมไม่ถึง จะมีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน
อีกอย่าง เธออยากให้ยัยเด็กเหลือขอนี่ออกจากบ้านอยู่แล้ว ตอนนี้ยังไม่ต้องให้เงินอีก เธอจึงเกือบจะตอบตกลงทันที
แต่พอเห็นสีหน้าของซูจื้อหัว เธอก็กลืนคำพูดที่กำลังจะหลุดปากลงไป
ซูจื้อหัวกลับคิดไม่เหมือนกัน ซูเหนี่ยวเหนี่ยวหน้าตาสะสวย พูดตามตรง เขาไม่อยากตัดขาดความสัมพันธ์กับเธอ
ถ้าไม่ใช่เพราะในบ้านจำเป็นต้องหาคนไปลงชนบท เขาอาจให้เธอแต่งกับลูกชายปัญญาอ่อนของหัวหน้าตัวเองก็ได้
แบบนั้นก็ไม่นับว่าพวกเขาเลี้ยงเธอมาเสียเปล่า
แต่ในเมื่อเธอเป็นคนเสนอ ซูจื้อหัวก็ยังถามให้แน่ใจ “คิดดีแล้วเหรอ ถ้าตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเราจริง ๆ พอเธอลงชนบทไปแล้ว พวกเราก็จะไม่ดูแลเธออีก
เดิมทีผมคิดว่าพอเธอกลับเข้าเมืองในอนาคต
ผมยังอาศัยเส้นสายของครอบครัวช่วยหาคู่ดี ๆ ให้เธอได้ อย่างน้อยก็ถือว่าไม่ทอดทิ้งความสัมพันธ์พ่อลูกของเรา
แต่ถ้าเขียนหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์แล้ว ต่อให้วันหน้าเธออดตาย ผมก็ไม่สน เธอคิดดีแล้วจริง ๆ เหรอ”
ความสัมพันธ์พ่อลูกงั้นเหรอ
หน้าด้านจริง ๆ พูดออกมาได้ไม่อายปาก
แถมยังจะหาคู่ให้เธอ คงหาคนปัญญาอ่อนให้ล่ะสิ
“ฉันคิดดีแล้ว ต่อไปจะเป็นหรือตายก็เป็นเรื่องของฉันเอง
ถ้าวันหน้าพวกคุณมีเรื่องอะไร ก็อย่ามาขอความช่วยเหลือจากฉันแล้วกัน”
เห็นเธอพูดหนักแน่นขนาดนั้น ซูจื้อหัวก็หัวเราะเยาะ “พูดจาใหญ่โต ไม่กลัวลิ้นพลิกหรือไง พวกเราจะไปขอร้องแกงั้นเหรอ
แกนี่ช่างกล้าคิดจริง ๆ
ไม่ต้องห่วง ต่อให้ถึงวันนั้นจริง ๆ ฉันยอมไปขอทานก็ไม่มีวันไปขอร้องแก
ในเมื่อคิดดีแล้ว ฉันก็จะทำตามที่แกต้องการ ตัดขาดความสัมพันธ์กัน”
ตอนนี้ขอแค่เธอยอมลงชนบท ให้เสี่ยวโหรวได้อยู่ต่อ
เขาก็ขี้เกียจเถียงกับเธอแล้ว
ส่วนเรื่องหลังจากนี้ ตามสถานการณ์ของครอบครัวพวกเขา คนที่จะต้องมาขอร้องเขาก็คงมีแต่เธอ
ถึงตอนนั้นเขาจะไม่ใจอ่อนเด็ดขาด
ซูอวี่โหรวที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ดีใจจนแทบลิงโลด เธออยากไล่ซูเหนี่ยวเหนี่ยวออกจากบ้านนี้มานานแล้ว
เพียงแต่ในใจยังนึกถึงกำไลหยกวงนั้นอยู่
เธอจึงดึงแขนเสื้อหลิวซิ่วอิงเบา ๆ “แม่ กำไลหยกวงนั้น ช่วยทวงคืนให้หนูด้วยนะ”
