“หยุดเลย! คนอย่างแกมันเหมือนคางคกที่กินในชามแล้วยังจ้องหม้อ
ใครอยากได้ก็เอาไปเลย ฉันไม่มีทางแต่งงานกับแกแล้ว ส่วนเรื่องขอโทษยิ่งไม่มีทาง!”
ชาติก่อนเจ้าของร่างเดิมต้องใช้ชีวิตกับเขาอย่างทุกข์ทรมาน ตั้งแต่อายุยังน้อยก็เหน็ดเหนื่อยจนป่วยไปทั้งตัว
นอกจากต้องปรนนิบัติพ่อแม่สามีทุกวันแล้ว ยังต้องคอยดูแลพี่สะใภ้จอมเสแสร้งและทำตัวเป็นดอกบัวขาวคนนี้อีกด้วย จึงถูกกลั่นแกล้งไม่น้อย
กว่าจะตั้งครรภ์ได้ พี่สะใภ้คนนี้กลับฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครอยู่บ้าน จงใจชนจนแท้ง ทำให้เธอเป็นหมันไปตลอดชีวิต
ต่อมาโจวจื้อหงก็พาเด็กคนหนึ่งกลับบ้าน เจ้าของร่างเดิมเลี้ยงดูเขาอย่างยากลำบากจนเติบใหญ่
แล้วผลเป็นยังไงล่ะ? กว่าจะรู้ตัวตอนแก่ เด็กที่เธอทุ่มเททั้งชีวิตเลี้ยงดูจนโตกลับเป็นลูกนอกสมรสที่โจวจื้อหงมีกับพี่สะใภ้ของเธอเอง
สุดท้ายเธอยังถูกเด็กคนนั้นเผาทั้งเป็นจนตายอีกด้วย
นี่เรียกว่าแต่งงานตรงไหนกัน?
นี่มันเอาชีวิตชัด ๆ!
คนบ้านนี้เป็นผีทวงชีวิตกันทั้งนั้น
“ซูเหนี่ยวเหนี่ยว คิดดีแล้วใช่ไหม ถ้าจะถอนหมั้นจริง ๆ ก็จะไม่มีใครเอาเธอแล้วนะ!”
ป่านนี้โจวจื้อหงยังวางท่าถือดี คิดว่าเธอไม่มีทางถอนหมั้นแน่
ไม่มีใครเอาก็ยังดีกว่าไม่มีชีวิตอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น หน้าตาเธอสวยขนาดนี้ อยากได้ผู้ชายแบบไหนก็หาได้ทั้งนั้น
“เลิกพูดไร้สาระ เอากำไลทองมาให้ฉัน แล้วต่างคนต่างไป”
เมื่อเห็นท่าทีรีบร้อนอยากถอนหมั้นของซูเหนี่ยวเหนี่ยว โจวจื้อหงก็เริ่มร้อนใจขึ้นมา
พอนึกถึงคำพูดของหมอจีนเฒ่าเมื่อครึ่งเดือนก่อน น้ำเสียงของเขาก็อ่อนลงเล็กน้อย
“เหนี่ยวเหนี่ยว อย่าทะเลาะกันเลย พี่สะใภ้หายดีแล้ว ตอนนี้เราไปกราบไหว้ฟ้าดินกันเถอะ”
เย่หว่านฉิงเห็นโจวจื้อหงคิดจะคืนดีกับเธอ แววตาก็ไหววูบ “เหนี่ยวเหนี่ยว ขอโทษนะ เป็นความผิดของฉันเองที่ทำให้เธอเข้าใจผิด
ร่างกายฉันไม่ได้เรื่อง เจ็บป่วยอยู่เรื่อย
อย่าโกรธจื้อหงเพราะฉันเลยนะ”
พูดจบ เย่หว่านฉิงก็ร้องไห้อีกครั้ง “หรือฉันอยู่บ้านนี้แล้วขวางหูขวางตาเธอ? ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันไปก็ได้!
ขอแค่เธอไม่ทะเลาะกับจื้อหงอีก ต่อให้ฉันต้องตายอยู่ข้างนอกก็ไม่เป็นไร”
ซูเหนี่ยวเหนี่ยว “.........”
ถ้าไม่รู้คงคิดว่าเธอเป็นหลินไต้ยวี่เสียอีกนะ ·
ร้องไห้กระซิก ๆ แล้วยังพูดจาคลุมเครือชวนให้เข้าใจผิดแบบนี้ มิน่าเจ้าของร่างเดิมถึงได้ทุกข์หนักหลังแต่งงาน
ดูผู้ชายข้าง ๆ เธอสิ เมื่อครู่โจวจื้อหงยังใจอ่อน ไม่อยากถอนหมั้นอยู่เลย ตอนนี้กลับเริ่มจ้องเธอตาเขียวอีกแล้ว
“ซูเหนี่ยวเหนี่ยว!
ฉันก็บอกแล้วไงว่ายอมแต่งงานกับเธอ เธอยังจะเอาอะไรอีก?
ทำไมผู้หญิงอย่างเธอถึงได้ใจร้ายขนาดนี้!
เธอทำพี่สะใภ้โกรธจนจะย้ายออกจากบ้านแล้ว สะใจหรือยัง?”
“เพียะ!”
ซูเหนี่ยวเหนี่ยวทนดูคู่ชู้ชื่นคู่นี้เสแสร้งต่อหน้าไม่ไหวแล้ว
เธอยกมือฟาดหน้าโจวจื้อหงไปฉาดหนึ่ง
“ใจร้ายเหรอ? ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำก็กลายเป็นคนใจร้ายแล้วเหรอ?
ฉันยังใจร้ายได้มากกว่านี้อีก”
พูดแล้วเธอก็ตวัดมือตบหน้าเย่หว่านฉิงอย่างรวดเร็วและแรงสองฉาด
คนเราถูกใส่ร้ายทั้งที อย่างน้อยก็ต้องคิดดอกเบี้ยกันหน่อย
ซูเหนี่ยวเหนี่ยวไม่สนใจสีหน้าตื่นตะลึงของทั้งคู่ แล้วพูดต่อว่า “อายุยังน้อยแต่หูตึง แถมยังตาบอดกันทั้งคู่
ยายแก่คนนั้นก็เป็นตัวปัญหาเหมือนกัน
ถ้าฉันแต่งเข้าบ้านพวกแกจริง ๆ คงซวยไปแปดชั่วโคตรแน่”
เย่หว่านฉิงยกมือกุมแก้มที่ถูกตบ กัดริมฝีปากล่างเบา ๆ น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมาตามใบหน้าโดยไม่ส่งเสียง
ท่าทางน่าสงสารชวนให้คนเห็นใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจที่พูดไม่ออก รวมถึงสายตาหม่นเศร้าของเธอ พอเธอมองโจวจื้อหงด้วยท่าทีเช่นนี้ ก็ทำเอาผู้ชายปวดใจแทบแย่
โจวจื้อหงพูดอย่างเดือดดาลว่า “ได้ เธออยากถอนหมั้น วันนี้ฉันจะทำให้สมใจ ส่วนกำไลทอง...”
ยังไม่ทันพูดจบ เย่หว่านฉิงก็ขัดขึ้นว่า “จื้อหง ก่อนหน้านี้คุณกลัวทำหายเลยฝากไว้ที่ฉัน เดี๋ยวฉันไปเอามาให้!”
ตอนนี้เธอไม่มีผู้ชายแล้ว สิ่งเดียวที่พอจะยึดเหนี่ยวได้ก็คือโจวจื้อหงตรงหน้า
ทั้งคู่สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก เธอไม่มีทางยืนมองเขาแต่งงานกับคนอื่นตาปริบ ๆ แน่
ไม่นานเธอก็หยิบกำไลทองออกมาจากห้อง
ตอนนี้คนในลานบ้านบางคนเริ่มมองออกแล้ว ของหมั้นของบ้านไหนกันที่ไม่ฝากแม่ตัวเองเก็บ แต่กลับฝากพี่สะใภ้?
ถ้าบอกว่าทั้งสองคนไม่มีอะไรต่อกัน คงเป็นไปไม่ได้
ซูเหนี่ยวเหนี่ยวถือกำไลทองเดินออกนอกประตูไปโดยไม่อาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
เมื่อมองแผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างสง่างาม จู่ ๆ โจวจื้อหงก็รู้สึกวูบโหวงในใจ คนที่เคยให้ความสำคัญกับเขาขนาดนั้น ทำไมจู่ ๆ ถึงได้...
เขาส่ายหน้า บังคับตัวเองไม่ให้คิดต่อ
บางทีทั้งหมดนี่อาจเป็นแค่การแสดงของซูเหนี่ยวเหนี่ยวก็ได้
เธอคงอยากให้เขาอยู่ห่างจากพี่สะใภ้ พอถึงเวลาที่คนในบ้านส่งเธอไปชนบท เธอก็คงมาขอให้เขาแต่งงานด้วยเอง
เขาจะรอวันนั้น
ซูอวี่โหรวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ และมาร่วมงานแต่งด้วยก็ทำหน้าเหวอ ไม่รู้ว่าซูเหนี่ยวเหนี่ยวกำลังเล่นอะไรอยู่
เธอถึงกับคิดว่าซูเหนี่ยวเหนี่ยวอาจจะบ้าไปแล้ว ปกติอีกฝ่ายไม่ได้ฝันอยากแต่งงานกับโจวจื้อหงจนแทบละเมอหรอกหรือ?
เพื่อเขาแล้ว ถึงกับยอมยกงานให้เธอด้วยซ้ำ
แล้วทำไมตอนนี้ถึงไม่ยอมแต่งขึ้นมาเสียอย่างนั้น?
ซูอวี่โหรวมองเรื่องนี้ยังไงก็ไม่เข้าท่า แต่ช่างก่อนว่าอีกฝ่ายไม่ยอมแต่งเพราะอะไร
ถ้าซูเหนี่ยวเหนี่ยวไม่แต่งงานแล้ว งานนั้นเธอก็คงไม่ยกให้ด้วยหรือเปล่า?
เธอกำลังรอรับงานนั้นอยู่เลยนะ
สองวันนี้สำนักงานเยาวชนส่งไปชนบทก็เร่งรัดมาแล้ว ถ้ายังตกลงเรื่องงานไม่ได้
ไม่แน่เธออาจถูกส่งไปชนบทก็ได้ เธอไม่อยากไปหรอก
เธอเพิ่งกลับจากชนบทได้ไม่นาน ที่หมู่บ้านต้องทำงานหนักทุกวัน แถมยังกินไม่อิ่ม คราวนี้ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องอยู่ในเมืองให้ได้
ไม่ได้การแล้ว เธอต้องรีบกลับไปคุยกับพ่อแม่ ยัยตัวแสบไม่ยอมแต่งงานแล้วจะทำยังไงดี?
คิดได้ดังนั้น ซูอวี่โหรวก็ไม่สนใจอะไรอีก รีบเข็นจักรยานออกจากลานบ้าน
พอพ้นประตู เธอก็ขึ้นขี่จักรยานทันที ไม่รู้ทำไมใจถึงกระสับกระส่าย ราวกับกำลังมีเรื่องสำคัญบางอย่างรอเธออยู่
เธอเผลอปั่นจักรยานเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
เผลอเพียงครู่เดียว ล้อก็ทับก้อนหินเข้า
ร่างของเธอพลัดตกจากจักรยาน “โอ๊ย!”
ซูอวี่โหรวกรีดร้อง และในชั่วขณะที่เธอเสียสมาธิ ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
บนโต๊ะมีกำไลหยกสีเขียวมรกตวงหนึ่ง ในภาพเธอเอื้อมมือหยิบมาสวมไว้ที่ข้อมือโดยตรง
จากนั้นภาพก็ตัดเปลี่ยน
เบื้องหน้าปรากฏผืนดินสีดำกว้างใหญ่ ข้าง ๆ มีตาน้ำพวยพุ่งไอหมอกบาง ๆ และมีน้ำพุไหลรินไม่ขาดสาย
ในภาพ เธอดื่มน้ำพุนั่นเป็นประจำ แถมยังใช้ล้างหน้าอีกด้วย
ยิ่งใช้ไปเรื่อย ๆ ผิวพรรณของเธอก็ยิ่งขาวผ่องและเนียนนุ่ม
เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพอผิวขาวแล้ว ตัวเองจะสวยได้ขนาดนี้
