หน้าลานเรือนมีผู้คนมาล้อมดูไม่น้อย บ่าวไพร่ในจวนได้ยินความเคลื่อนไหว ต่างพากันมาดูความครึกครื้น
ซ้อนกันสามชั้นบ้างห้าชั้นบ้าง แม้แต่บนกำแพงเรือนยังมีบ่าวนอนพาดอยู่ไม่น้อย ล้วนตื่นเต้นกระซิบกระซาบถกเถียง
“พวกเจ้าว่าคุณหนูรองช่างกล้าดีอย่างไร”
“เหตุใดคุณหนูรองจะไม่กล้า เพิ่งกลับจวนก็รื้อประตูใหญ่ของจวนโหวทิ้ง เมื่อวานยังตอนจูผู้ดูแลอีก แย่งชิงลานเรือนก็เหมือนเป็นเรื่องที่นางทำได้”
“คุณหนูรองเป็นเช่นนี้มาตลอดหรือ”
“ไม่รู้สิ แต่ก่อนมีบ่าวที่พามาจากเมืองผิงโจวไม่มาก ยกเว้นคนเก่าแก่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าบางส่วน พวกเราล้วนเป็นพวกที่ย้ายมาเมืองหลวงแล้วถึงเข้าเรือน”
เหล่าบ่าวไพร่ยังคงดูความคึกคัก เห็นข้าวของที่ถูกสาวใช้วางอยู่อีกด้านหนึ่ง ก็ถามด้วยความประหลาดใจ
“ของพวกนี้เป็นสินสกดของฮูหยินรองจริงหรือ”
“ดูท่าทีเงียบงันของฮูหยินใหญ่แล้ว เหมือนเป็นจริง”
“เหตุใดแม้แต่สินสกดของฮูหยินรองยังคิดโลภ”
“อาจ…อาจเป็นฮูหยินรองมอบให้เรือนหลังใหญ่”
วาจานี้เอ่ยออกมา เหล่าบ่าวไพร่ก็พากันเงียบงัน
ต่อให้เป็นบ่าวอย่างพวกเขาก็ไม่เชื่อ ของดีเช่นนี้ เก็บไว้กับตัวไม่ดีหรือ ยังจะยกให้ผู้อื่นไปหมด มอบให้หลานสะใภ้ คงบ้าไปแล้ว
ชุนหลิ่วเองก็มาถึงเรือนหลักแล้ว รุดเข้าไปกราบเรียนท่านโหวอาวุโสกับฮูหยินผู้เฒ่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสวนหนานชิง
ท่านโหวอาวุโสที่สิ่งใดก็เชื่องช้ามาตลอด ในที่สุดก็กริ้วหนัก “นางจะออกมาเพี้ยนอันใด!”
