ภายในร้านอาหาร
หลังจากฉินอวี่และพวกอีกสองคนนั่งลงเรียบร้อย แมวเฒ่าก็สั่งกับข้าวสามอย่าง เป็นเนื้อสองผักหนึ่ง แล้วก็เหล้าขาวขวดครึ่งชั่ง ราคาถูกที่สุดหนึ่งขวด
“ไม่ต้องประหยัดให้ฉันหรอก สั่งเพิ่มอีกสองอย่างเถอะ” ฉินอวี่เอ่ยเกรงใจแบบเสแสร้ง
“พอเถอะ นายเพิ่งมาใหม่ยังไม่มีเงินเดือนเลย เอาแค่นี้แหละ” แมวเฒ่าพูดจาโผงผาง แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้จิตใจเลวร้าย เขาถูมือที่แห้งและเย็นเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองฉินอวี่ถามว่า “ได้ยินว่านายมาจากพื้นที่รอจัดระเบียบ?”
“อืม” ฉินอวี่พยักหน้า
“อยู่ที่นั่นลำบากแยะเลยสิ?”
“ก็ไม่ได้ลำบากอะไรหรอก คนเราน่ะกลัวแต่ความเคยชิน” ฉินอวี่ยิ้ม “พอนานเข้าปรับตัวได้แล้ว อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน”
“ก็จริง”
“…”
ทั้งสามคนอายุยังน้อย คุยกันก็ไม่มีช่องว่างระหว่างวัย แถมแมวเฒ่ากับฉินอวี่ก็เป็นพวกนิสัยร่าเริง ชอบเล่นมุก พวกเขาจึงคุยกันไปคุยกันมาจนสนิทสนมมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างที่พูดคุยกันนั้น ฉินอวี่ก็สังเกตเห็นรายละเอียดอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือน้ำเสียงพูดของฉีหลิน ล้วนออกอาการประจบแมวเฒ่าอยู่หน่อยๆ สรุปคือมีท่าทีต่ำต้อยมาก
หลังจากกับแกล้มและเหล้ามาเสิร์ฟ ฉินอวี่ก็ยกแก้วพลางกล่าวว่า “ได้นั่งร่วมวงกันแล้วก็ถือเป็นเพื่อน ส่วนผมเองก็เพิ่งมาใหม่ ต่อไปนี้พวกเรามาไปมาหาสู่กันให้มากขึ้น คอยดูแลกันและกัน”
“ไม่เห็นต้องดูแลอะไรเลย ยุคนี้ ถ้านายมีความสามารถไปที่ไหนก็มีกิน แต่นายไม่ได้เรื่อง ใครจะดูแลก็ไร้ประโยชน์” แมวเฒ่าตอบอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะยกแก้วขึ้นบ้างแล้วยิงฟันเอ่ยเสริมว่า “แต่การไปมาหาสู่กันให้มากขึ้นน่ะถูกแล้ว แค่นายกล้าสู้กับพวกเหล่าซานเมื่อกี้ นายก็เป็นเพื่อนกับพวกเราได้”
“ฮ่าๆ” ฉินอวี่หัวเราะ “ดื่มให้หมดแก้ว”
“หมดแก้ว”
“หมดแก้ว!”
ทั้งสามยกแก้วขึ้น กระดกหมดในรวดเดียว
“มาๆ รินต่ออีกหน่อย” ฉีหลินเช็ดปากแล้วคว้าขวดเหล้าขึ้นมารินให้แมวเฒ่าต่อ “ท่านพี่ เรื่องที่ผมเคยบอกท่านเมื่อคราวก่อนน่ะ จัดการได้ไหมครับ?”
แมวเฒ่าได้ยินก็กลอกตาขาว ใช้ตะเกียบมือขวาคีบเนื้อวัวชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาแล้วแขวะว่า “คนอย่างนายนี่เจ้าเล่ห์ชะมัด ฉินอวี่เลี้ยงข้าว แต่นายกลับขอให้คนอื่นช่วยทำงานให้ ไหวพริบนี่ไปงอกอยู่ในใจนายหมดแล้วรึไง?”
ฉีหลินได้ยินก็ไม่ได้เก้อเขินอะไร ได้แต่เกาหัวแล้วตอบว่า “ผม... เงินมันฝืดนี่ครับ”
“ให้ตายสิ เมื่อไหร่นายจะไม่ฝืดบ้าง?” แมวเฒ่ากินอาหารไปพลาง ขมวดคิ้วแล้วพูดต่อว่า “เฮ้อ เรื่องของนายน่ะ ฉันช่วยถามให้แล้ว แต่ตำแหน่งธุรการตอนนี้ไม่มีที่ว่าง ถ้านายอยากเข้าไปก็ต้องเอาเงินไปวิ่งเต้น แต่นายก็ไม่มีเงินนี่นา เพราะงั้นรอต่อไปก่อนละกัน”
ฉินอวี่ฟังแล้วก็นิ่งงันไปเล็กน้อย ก่อนถามด้วยความสงสัยว่า “ทำไมต้องไปอยู่ฝ่ายธุรการด้วยล่ะ?”
“ก็มันขี้ขลาดไง” แมวเฒ่าเบ้ปากตอบ “ปีที่แล้วกรมตำรวจรายงานขึ้นเบื้องบนไปว่า ในเวลา 6 เดือน หน่วยของเราเสียสละกำลังพลไปทั้งหมด 35 นาย โลกระยะนี้วุ่นวายเกินไปแล้ว มันอยู่ทีมหนึ่งแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย อยากจะหางานที่เบากว่านี้”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” สีหน้าของฉินอวี่ไม่ได้แสดงความตกใจอะไร เพราะสภาพแวดล้อมความปลอดภัยของที่นี่เมื่อเทียบกับพื้นที่รอจัดระเบียบแล้ว อยู่ง่ายสบายกว่ากันไม่รู้เท่าไร
แมวเฒ่าหันไปทางฉีหลิน แววตาเจือแววดูถูกเล็กน้อยพลางเอ็ดว่า “ฉีหลิน นายต้องเข้าใจหลักการนะ สภาพแวดล้อมตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว นายไม่สู้ ไม่อดตาย แล้วเมื่อไรจะพลิกชีวิตได้ล่ะ? ต่อให้ฉันให้นายไปอยู่ฝ่ายธุรการ แต่นายไม่มีเส้นสายเบื้องบน อีกหน่อยเดี๋ยวก็ถูกคนอื่นเบียดออกมาอยู่ดีไม่ใช่รึไง? มีคำพูดนึงเขาว่าไงนะ? สถานการณ์สร้างวีรบุรุษไง! เอาใกล้ๆ นี่ก็แล้วกัน อย่างท่านพี่ของหยวนเค่อ ก่อนมีเขตพิเศษหมายเลขเก้า นายว่าเขาเคยเป็นอะไร? แต่พอโลกวุ่นวายขึ้นมา เขาดันทะยานขึ้นมาได้ ทุกวันนี้ในย่านถนนดำนี่ ไม่มีใครกล้ายุ่งกับเขาแล้วใช่ไหม? มีเมียหกคน เขาพึ่งใคร? ไม่ได้พึ่งใครสักคนเลยนะ?!”
“ผมน่ะเทียบกับเขาไม่ได้อยู่แล้วครับ” ฉีหลินยิงฟันยิ้ม “ผมแค่อยากหาเลี้ยงชีพแบบไม่มีโรคมีภัยให้ผ่านไปวันๆ พอเลี้ยงแม่กับน้องสาวผมได้ก็พอ”
“นายก็มีดีแค่นี้แหละ” แมวเฒ่าพูดอย่างหมั่นไส้ที่ไม้รู้จักโต “ฉันอุตส่าห์ดึงนายมาอยู่ทีมหนึ่ง หวังว่านายจะหาโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว แต่นี่นายกลับไปซักถุงเท้า ชงน้ำชาให้คนอื่นทุกวัน... นายว่าคนอย่างนายน่ะ จะโทษพวกมันที่ว่างๆ ก็มาต่อยนายสักหมัดสองหมัดได้ไง? ขนาดสถานะเท่าเทียมกันนายยังไม่มีเลย แล้วจะไปสานสัมพันธ์กับคนอื่นได้ยังไง? เพื่อนกันเขาเล่นกันแบบนี้ที่ไหน?”
ฉีหลินก้มหน้านิ่งไม่ส่งเสียง
“เฮ้อ ไอ้นิสัยขี้ขลาดอย่างนี้ พ่อแกตั้งชื่อให้ว่าฉีหลิน ส่วนฉันนี่โคตรจะเจ๋ง แต่แม่ฉันดันตั้งชื่อให้ว่าหลี่ฟู่กุ้ย... นี่มัน... จะไปเอาความเป็นธรรมจากที่ไหนล่ะเนี่ย” แมวเฒ่าส่ายหัวพลางถอนหายใจ
“พอเถอะ อย่าเพิ่งพูดเรื่องพวกนี้เลย คุยเรื่องอื่นกันดีกว่า” ฉินอวี่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย
มาถึงขั้นนี้แล้ว ฉีหลินจึงไม่ได้ขอให้แมวเฒ่าช่วยเรื่องโยกย้ายงานอีก สามคนดื่มเหล้าคุยเล่นกันไปเรื่อย เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ใกล้สามทุ่ม ฉีหลินก้มลงมองข้อความใหม่ที่เพิ่งเข้ามาอีกครั้งก่อนจะรีบบอกว่า “ที่บ้านมีธุระนิดหน่อย ผมต้องไปก่อนละ พรุ่งนี้เจอกัน”
“ไม่ดื่มต่ออีกหน่อยเหรอ?” ฉินอวี่ถาม
“ไม่ได้ ผมต้องกลับก่อน”
“งั้นฉันไปส่งนะ”
“ไม่ต้องแล้ว ผมไปเองได้”
“ค่อยๆ ไปนะ”
“ไม่เป็นไร”
“…!”
หลังจากพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันเล็กน้อย ฉีหลินก็คว้าโทรศัพท์มือถือแล้วรีบเดินออกไป ส่วนฉินอวี่กับแมวเฒ่าที่ยังไม่อยากกลับก็ยังคงนั่งดื่มเหล้าอยู่ที่เดิมต่อไป
“แมวเฒ่า พวกเรานั่งดื่มเหล้าด้วยกันได้ก็ถือเป็นเพื่อนแล้ว” ใบหน้าของฉินอวี่เริ่มแดงระเรื่อนิดหน่อย เอ่ยเกลี้ยกล่อมว่า “ต่อไปก็เก็บหน้าฉีหลินไว้บ้างเถอะ”
“นี่ฉันด่ามันเหรอ? ฉันกำลังปลุกมันต่างหาก!” แมวเฒ่าเอามือเคาะโต๊ะอย่างแรงกล้า พูดตรงประเด็นว่า “คนเราน่ะ ถ้าหมอบคลานเป็นประจำ มันก็จะยืนไม่เป็น นายเข้าใจไหม?”
ฉินอวี่ฟังแล้วก็นิ่งใช้ความคิด ก่อนจะพยักหน้าขึ้นลงโดยไม่รู้ตัว
“ในหน่วยตำรวจ ฉันมีเพื่อนอยู่แค่คนเดียวนี้แหละ ฉันดูมันแล้วก็ร้อนใจ” แมวเฒ่าส่ายศีรษะในระดับที่พอดี “ช่างเถอะ ไม่พูดถึงมันแล้ว ฉันจะไปทำธุระจริงจังหน่อย”
“ธุระอะไร?” ฉินอวี่ชะงัก
“ฉันลองสังเกตดูน้องสาวสวยคนนั้นเมื่อกี้ หล่อนกับพวกผู้ชายสี่คนนั้นไม่น่าจะมีความสัมพันธ์แบบชู้สาวกัน” แมวเฒ่ากระพริบตาพลางพูดเสียงต่ำ “ฉันว่าได้เวลาเดินหมากแล้ว”
ฉินอวี่อึ้งไปเลย “น้องสาวคนไหน?”
“ให้ตายเถอะ นายนี่ซื่อเกินไปแล้วนะ ก็คนที่ลงจากรถตรงประตูหน้าเมื่อกี้ไง” แมวเฒ่ายิงฟันยิ้ม “สวยจับใจชะมัดเลย เฮ้ย นายดูสิ หล่อนเหมือนดาราสมัยก่อนนั่นไหม จอนจีฮยอน... ตัวสูง ขาก็ยาว”
ฉินอวี่แทบเหงื่อตก “เพื่อนเอ๋ย นายเบาๆ หน่อย ตอนนี้มันไม่เหมือนก่อนแล้วนะ มันโกลาหลน่ะ...”
“ไม่เป็นไรๆ ฉันไปลองหน่อยนะ!” แมวเฒ่าถูสองมือ พลางลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์ หนีบขาแล้วเดินดุ่มไปที่โต๊ะริมหน้าต่าง
...
ภายนอก
ฉีหลินยืนข้างถนนสูดบุหรี่ไฟฟ้าเข้าไปเฮือกใหญ่สองฮึก ลังเลอยู่นาน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาตั้งใจจะโทรหาฉินอวี่ แต่พอหัวแม่มือกดลงบนหน้าจอถึงนึกได้ว่าโทรศัพท์เครื่องใหม่ของฉินอวี่ยังไม่ได้ต่อเชื่อมกับระบบสื่อสาร เลยดึงเบอร์ของแมวเฒ่าขึ้นมาแทน
...
ภายในร้านอาหาร
แมวเฒ่าลูบทรงผมรองทรงเตี้ยของตัวเอง ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะริมหน้าต่าง แล้วยิ้มแย้มถามหญิงสาวคนนั้นว่า “หวัดดีครับคุณสาวสวย มากินข้าวกับครอบครัวเหรอครับ?”
หญิงสาวกำลังมองออกไปนอกหน้าต่างไม่หยุด พอได้ยินแมวเฒ่าเรียก ก็หันกลับมาด้วยสีหน้างุนงง “มี... มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“คืออย่างนี้ครับ ฮ่าๆ ผมเป็นโปรดิวเซอร์รายการสตาร์นิวส์ของสถานีโทรทัศน์ครับ เรากำลังเปิดคัดเลือกนักแสดงอยู่ ไม่ทราบว่าคุณสนใจจะทำความรู้จักไหมครับ?” แมวเฒ่าโกหกหน้าตายถาม
สิ้นเสียง ท่ามกลางพวกที่นั่งอยู่ตรงข้าม ชายวัยกลางคนรูปร่างเตี้ยคนหนึ่งก็มองมาที่เพื่อนด้วยสายตาประหลาด พลางถามเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “ของที่จะมาส่งเหรอ?”
เพื่อนของเขากวาดตามองแมวเฒ่าแวบหนึ่ง ก่อนขมวดคิ้วตอบว่า “ไม่ใช่รหัสลับ”
ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากัน หญิงสาวก็ได้สติกลับมา ใบหน้างดงามมีท่าทีกระตือรือร้นตอบแมวเฒ่ากลับไปว่า “เป็นของสถานีโทรทัศน์จริงๆ เหรอคะ? บังเอิญจังเลย ดิฉันกำลังเรียนด้านพิธีกรอยู่พอดี”
แมวเฒ่าเองก็ไม่คิดเลยว่าหล่อนจะเล่นด้วยง่ายอย่างนี้ ดวงตาเลยลุกวาวพลางพูดกะล่อยกะหลิบว่า “นั่นก็เยี่ยมไปเลย คุณมีช่องทางติดต่อไหมครับ? ให้ผมไว้สักอัน เผื่อไว้เรามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเป็นการส่วนตัวภายหลัง”
ระหว่างที่พูด แมวเฒ่าก็หยิบโทรศัพท์มือถือที่เตรียมไว้ตั้งแต่แรกส่งให้หญิงสาว แต่โทรศัพท์เครื่องนี้เป็นเครื่องส่วนตัวเขา ไม่ใช่เครื่องที่ทางหน่วยตำรวจบังคับซื้อ
หญิงสาวรับโทรศัพท์ไป แล้วก้มหน้าจะกดหมายเลข
“เพียะ!”
ชายวัยกลางคนรูปร่างเตี้ยลุกขึ้นยืน กำข้อแขนของหญิงสาวแน่นพลางขมวดคิ้ว “คืนโทรศัพท์ให้เขา แล้วกินข้าวต่อ”
“อาเฒ่า ดิฉันสนใจจริงๆ นะคะ” หญิงสาวเงยหน้ายิ้ม
“ฉันบอกให้คืนโทรศัพท์เขา” ชายวัยกลางคนย้ำอีกครั้ง
แมวเฒ่าเอียงคอกวาดตามองอีกฝ่ายนิดหนึ่ง แล้วยิ้มแป้นพูดว่า “ผมเป็นคนของสถานีโทรทัศน์จริงๆ ครับ อย่าตื่นตูมไปเลย ผมไม่มีเจตนาร้ายนะครับ”
หญิงสาวลังเลเล็กน้อย แล้วรีบคืนโทรศัพท์ให้แมวเฒ่าทันที พลางยิ้มและบอกว่า “งั้นก็ไม่ต้องดีกว่าค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ”
ตอนที่แมวเฒ่าเห็นว่าหล่อนเล่นด้วยง่าย เขาลิงโลดใจแทบบาน แต่ดันมี ‘ก็อบลิน’ ไร้รสนิยมโผล่มาทำลายบรรยากาศกลางคัน ก็รู้สึกหัวเสียมาก อ้าปากหมายจะสู้ต่อสักตั้ง
“ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวยืนกราน
แมวเฒ่าชะงัก จ้องมองหญิงสาวสองวินาที แล้วก็ยิงฟันตอบ “ไม่เป็นไรก็ตามนั้นครับ ขอประทานโทษด้วยนะครับ”
...
หนึ่งนาทีต่อมา
แมวเฒ่าก้มตัวกลับมานั่งตรงข้ามฉินอวี่ สายตามีแววพิกล
“ถูกคนเขาปฏิเสธล่ะสิ? ฮ่าๆ” ฉินอวี่คีบกับข้าวพลางถาม
แมวเฒ่ากระพริบตาปริบๆ แล้วเอาขาเตะฉินอวี่ใต้โต๊ะ “มองลงมาข้างล่าง”
ฉินอวี่ฉงน ก้มมองไปใต้โต๊ะ ขณะที่แมวเฒ่ากุมโทรศัพท์ไว้ในมือขวา แล้วกระซิบเสียงเบาว่า “ดูหน้าจอ”
ฉินอวี่มองตามไป เห็นบนหน้าจอตรงหน้าปัดโทรออกมีตัวเลข “959595” ปรากฏอยู่
“หมายความว่าไง?” ฉินอวี่งงสุดๆ
แมวเฒ่าเอามือซ้ายถูแก้ม แล้วก้มหน้าเอ่ยว่า “แม่งเอ๊ย... เจอเรื่องเข้าซะแล้วสิ”
“นายหมายความว่า...?”
“พวกผู้ชายสี่คนกับหญิงสาวนั่นไม่ได้มาด้วยกันแน่ เมื่อกี้หล่อนยังเอาเท้าเตะฉันใต้โต๊ะอีกรอบ” แมวเฒ่าเก็บโทรศัพท์คืน แล้วจิบเหล้านิดหนึ่ง “แต่ว่าพวกมันมาแนวไหนฉันดูไม่ออกเลย... แต่มันต้องไม่ปกติแน่ๆ หล่อนให้เราช่วย”
ตรงโต๊ะริมหน้าต่าง ชายวัยกลางคนรูปร่างเตี้ยก้มมองนาฬิกา แล้วพูดกับเพื่อนด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “คนเมื่อกี้ที่เพิ่งผ่านมา บังเอิญเจอหรือว่ามาหยั่งเชิง?”
“พูดยาก” เพื่อนส่ายหัว
“ดูท่าจะบื้อๆ อยู่” ชายวัยกลางคนจ้องมองไปทางแมวเฒ่าด้วยแววตากระสับกระส่าย “เวลาเลยแล้ว ไม่รอแล้ว ไปกันเถอะ”
“ก็ดี” เพื่อนพยักหน้า แล้วบอกกับหญิงสาวน้ำเสียงเย็นเยียบ “อย่าก่อเรื่อง ตามพวกเรามา”
บนหน้าผากขาวเนียนของหญิงสาวมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดออกมา แอบชำเลืองมองแมวเฒ่าแวบหนึ่ง จึงพยักหน้าตอบ
ไม่ไกลนัก
แมวเฒ่าลูบหน้าด้วยสีหน้าร้อนรน กระซิบถามฉินอวี่ว่า “เอาไงดี จะยุ่งหรือไม่ยุ่ง?”
“เอี๊ยด!”
ในขณะเดียวกันนั้น รถยนต์ไฟฟ้าล้วนคันหนึ่งได้จอดเทียบที่หน้าร้านอาหาร
