“เปิดไม่ได้”
หน้าตำหนักหลี่หั่ว หลังพยายามหลายหน ลู่สวินก็พบว่าไม่มีทางเปิดประตูใหญ่ได้เลย
ดูท่า หากต้องการเข้าไป คงต้องทำตามวิธีที่ศิลาจารึกว่าไว้ หยดเลือดและกล่าวคำสาบานเท่านั้น
คำสาบานนี้สำหรับลู่สวิน ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร
เนื้อหาของคำสาบาน เพียงให้ลู่สวินนำเพลิงใต้หลีหมิงในตำหนักหลี่หั่ว มอบแก่บุตรสาวของชายชุดเขียว
ไม่ได้กำหนดระยะเวลา ไม่มีบทลงโทษใดๆ
นั่นคือ ตราบใดที่ลู่สวินไม่คิดยึดครองเพลิงใต้หลีหมิง หากบุตรสาวของชายชุดเขียวยังมีชีวิตอยู่ และเขาได้พบนางในภายภาคหน้า ก็ค่อยมอบให้นางก็พอ
“เช่นนั้น ก็กล่าวคำสาบานเสีย”
หลังจากเงียบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่สวินก็ตัดสินใจกล่าวคำสาบาน
ชายชุดเขียวคือผู้แข็งแกร่งระดับเทียนเหรินอู่ซ่วย (เทียนเหรินห้าเสื่อม)*
เทียนเหรินอู่ซ่วยแม้ยังไม่ถึงขั้นสิบ แต่ทุกครั้งที่ผ่านหนึ่งเสื่อม พลังก็จะเพิ่มพูนขึ้นอีกไปหลายส่วน
สิ่งที่เขาทิ้งไว้ แม้จะเหลือเพียงหนึ่งหรือสองชิ้น สำหรับลู่สวินแล้วก็ยังเป็นสมบัติล้ำค่า
โดยเฉพาะคางคกทองคำในทะเลสาบลาวา
นั่นคือหุ่นเชิดวิญญาณที่มีพลังเทียบเท่าขั้นแปด!
แต่น่าเสียดาย ตอนที่คางคกทองคำติดตามชายชุดเขียวไปสู้กับเผ่าพันธุ์ดวงดาวประหลาดนั้น มันเสียหายหนัก ถึงตอนนี้คาดว่าเหลือแค่พลังขั้นหก
ในด้านพลังโจมตีล้วนๆ ยังไม่เทียบเท่าขั้นหกด้วยซ้ำ
พลังของหุ่นเชิดวิญญาณเองก็อ่อนแอกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกัน
ปกติแล้วพวกมันจะแข็งแกร่ง ถูกทำลายได้ยาก
ดังนั้น หากคางคกทองคำสู้กับผู้ฝึกตนขั้นหก ต้องสู้ไม่ได้แน่
แต่มันก็พอจะถ่วงเวลาได้บ้าง
ถ้าใช้มันรับมือผู้ฝึกตนขั้นห้า นั่นย่อมมีพลังเหลือเฟือ
และหากลู่สวินคิดหาทางซ่อมมันได้
ให้คืนพลังถึงขั้นแปด คางคกทองคำนี้แม้สู้ผู้ฝึกตนขั้นแปดไม่ได้ ก็ยังพอต้านทานได้สักพัก
สำหรับลู่สวินแล้ว นั่นมีมูลค่ามหาศาลยิ่งนัก
แน่นอน หุ่นเชิดวิญญาณแบบนี้เกรงว่าซ่อมคงไม่ง่าย พลังมืดที่ต้องใช้ก็คงราวกับราคาบนสรวงสวรรค์
ไม่ว่าอย่างไร ตราบได้มา ก็กำไรเกินคุ้มแล้ว
“ข้า ลู่สวิน ขอสาบานด้วยจิตเต๋า ตราบที่ข้ายังมีชีวิต ตราบที่วันหนึ่งได้พบบุตรสาวของท่าน ข้าจะมอบเพลิงใต้หลีหมิงไว้ในมือนาง...”
