หลี่เอ้อร์จ้วงวิ่งตามหลังมารดาไปพลางร้องว่า “ท่านแม่ มีผีจริง ๆ นะ
มือข้าถูกของแหลมคมอะไรสักอย่างแทงทะลุ รูที่เห็นคล้ายรอยเข็มปักผ้า แต่ในห้องมีแค่คนในครอบครัว พวกเด็ก ๆ กับจ้าวหลันไม่มีทางทำได้หรอก
นอกจากพวกเราแล้วก็ไม่มีใครอยู่ แล้วจะมีอะไรมาแทงฝ่ามือข้าได้อย่างไร
ท่านแม่ ถ้าไม่ใช่ผีแล้วจะเป็นอะไรเล่า”
หวังกุ้ยจือได้ยินเช่นนี้ก็เริ่มหวาดกลัวขึ้นมาอยู่บ้าง
หรือจะมีผีจริง ๆ กันนะ!
นางคว้าตัวหลี่เอ้อร์จ้วงไว้ “ไปกัน ไปห้องโถงใหญ่แล้วเล่าให้พ่อเจ้าฟัง ดูซิว่าเขาจะว่าอย่างไร”
ในห้อง จ้าวหลันพยุงกรอบประตูไว้ ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะตั้งสติได้
หลี่หว่านชิงเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงตรงหางตา แล้วมองอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่หลังประตูจึงเดินไปปิดประตูห้อง
จากนั้นก็หันไปถามจ้าวหลัน “ท่านแม่ ไม่เป็นไรใช่ไหม ให้ตามหมอมาดูหรือเปล่า”
จ้าวหลันโบกมือ “แม่ไม่เป็นไร!”
หลี่หว่านเหลียนจับมือมารดาไว้ พลางถามทั้งน้ำตา “ท่านแม่เจ็บไหม”
จ้าวหลันยกมือลูบศีรษะนาง แล้วฝืนยิ้มอย่างอ่อนแรง “แม่ไม่เจ็บหรอก พ่อเจ้าไม่กล้าฆ่าแม่จริง ๆ หรอก
เขาแค่ขู่พวกเจ้าเท่านั้น”
หลี่ชิงซงใช้มือทั้งสองข้างยันพื้น พยายามพยุงตัวลุกขึ้นเอง
แต่ขาเจ็บเกินไป ร่างกายก็ไม่มีเรี่ยวแรงเลย
เขาเกือบจะล้มลงไปอีกครั้ง หลี่หว่านชิงเห็นเข้าก็รีบวิ่งไปพยุงเขาขึ้นมา
นางตัวเตี้ยและผอมเล็ก ต้องออกแรงอยู่พักใหญ่กว่าจะพยุงหลี่ชิงซงขึ้นได้
หลี่ชิงเหอวิ่งเข้ามาช่วยด้วย ทั้งสองคนช่วยกันประคองหลี่ชิงซงไปนอนบนเตียง
หลี่ชิงซงเอ่ยอย่างเศร้าใจ “โทษข้าเอง ถ้าขาไม่บาดเจ็บ ตอนพ่อทำร้ายท่านแม่ ข้าคงเข้าไปช่วยได้แล้ว”
จ้าวหลันตั้งสติได้แล้ว จึงจูงมือหลี่หว่านเหลียนเดินไปข้างเตียง
นางเอ่ยเสียงอ่อนแรง “อย่าโทษตัวเองเลย ต่อให้เจ้าไม่บาดเจ็บ ก็ไม่ควรลงไม้ลงมือกับพ่อเจ้า
