โจวจิ่งโม่เห็นว่าทุกคนพักผ่อนกันแล้ว จึงวิ่งดุ๊กดิ๊กมาหาหลี่หว่านชิง ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงข้างนางแล้วถามเสียงเบา “แม่หนูน้อย แส้ที่เจ้าใช้เมื่อครู่ทำจากอะไร ขอข้าดูหน่อยได้ไหม?
ข้าเห็นเจ้าฟาดแส้ทีเดียวโจรหนึ่งคน แถมยังเหวี่ยงได้คล่องแคล่วดุดัน เก่งเหลือเกิน!
ข้าก็อยากเรียนบ้าง เจ้าสอนข้าได้ไหม?
แน่นอนว่าไม่ให้สอนเปล่า ๆ หรอก แลกกันกับที่ข้าสอนพวกพี่น้องเจ้าเรียนวิชาต่อสู้ ดีไหม?”
หลี่หว่านชิงกลอกตาใส่ “คราวก่อนไปบ้านเจ้า เจ้าไม่ได้รับปากแล้วหรือว่าจะสอนพวกเราฝึกยุทธ์?
ตอนนี้คิดจะกลับคำหรืออย่างไร!”
โจวจิ่งโม่ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเคยรับปากไว้แล้วหรือ?
เอาเถอะ ถึงจะรับปากแล้วก็จริง เขายิ้มกริ่มพลางกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นให้ข้าเรียกอาจารย์มาสอนพวกเจ้าสักสองสามกระบวนท่าดีไหม?
เขาเก่งกว่าข้าตั้งเยอะ!
พวกเจ้าเรียนกับเขาไม่ขาดทุนหรอก”
โจวจิ่งซิวเดินเอื่อย ๆ เข้ามาทักทาย “ท่านป้าจ้าว สวัสดีขอรับ พี่ชาย พี่สาว และน้องชายก็สวัสดีขอรับ!”
จ้าวหลันเห็นเขาก็ยิ้มพลางกวักมือเรียก “จิ่งซิว มานั่งข้างป้าจ้าวเร็วเข้า”
โจวจิ่งซิวพยักหน้า แล้วนั่งลงข้างจ้าวหลันอย่างว่าง่าย
จ้าวหลันลูบศีรษะเขาอย่างอ่อนโยน จากนั้นหยิบเนื้อแห้งจากตะกร้าสะพายหลังยัดใส่มือ “เดินทางมาไกลเหนื่อยไหม พักกินเนื้อแห้งสักหน่อยสิ!”
โจวจิ่งซิวหยิบเนื้อแห้งขึ้นมากินทีละคำ “ข้าไม่เหนื่อย...”
หลี่หว่านเหลียนยิ้มหวานพลางถามว่า “พี่จิ่งซิว ต่อไปพวกท่านจะเดินทางไปกับพวกเราด้วยใช่ไหม?”
โจวจิ่งซิวพยักหน้า “ใช่แล้ว!”
หลี่หว่านเหลียนปรบมืออย่างดีใจ “ดีจังเลย ต่อไปพวกเราจะได้เล่นด้วยกัน!”
โจวจิ่งโม่ใช้ศอกสะกิดหลี่ชิงซงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “บอกน้องสาวเจ้าเอาแส้มาให้ข้าดูหน่อยสิ ข้าอยากรู้จนทนไม่ไหวแล้ว!”
