ลู่เถี่ยเฉินออกจากเกมตอนฟ้ายังไม่สาง
เขาถอดหมวกออกแล้วนั่งพักอยู่ข้างเตียงครู่หนึ่ง
เล่นเกมเสมือนจริงนาน ๆ พอกลับมายังโลกจริง ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชินอยู่บ้าง
เขานวดข้อมือที่เริ่มเมื่อยล้า ก่อนลุกขึ้นเดินไปยังร้านด้านหน้า
เวลานี้เปลวหลอมถูกจุดขึ้นแล้ว
ลู่ซานไห่ยืนอยู่ข้างทั่งเหล็ก กำลังใช้ค้อนเคาะก้อนเหล็กเก่าอย่างช้า ๆ
คงกำลังซ่อมบานพับประตูที่พังให้บ้านแถวนี้สักหลัง
กัง!
กัง!
เสียงเคาะดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ไม่เร่งรีบ
ลู่เถี่ยเฉินยืนมองอยู่ตรงประตูครู่หนึ่ง การตีเหล็กเรียบง่ายเช่นนี้กลับทำให้เขามองเพลิน
ลู่ซานไห่ไม่แม้แต่จะเงยหน้า เอ่ยหยอกว่า
“ในที่สุดก็ยอมออกจากเกมแล้วหรือ?”
“ครับ” ลู่เถี่ยเฉินตอบอย่างกระดากใจ ปกติงานนี้ควรเป็นเขาที่ลงมือทำ
ช่วงนี้เขาหมกมุ่นกับเกมจนละเลยร้านตีเหล็กตระกูลลู่ในโลกจริงไปหน่อย
“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง เล่นจนได้เรื่องได้ราวอะไรหรือยัง?”
“ก็น่าจะโอเคครับ คนที่มาขอให้ผมตีอุปกรณ์ให้ ต่อแถวยาวไปจนถึงโรงเรียนผมได้เลย”
ค้อนในมือลู่ซานไห่หยุดค้างกลางอากาศ
เขาเงยหน้ามองลู่เถี่ยเฉิน
“จริงเหรอ? การตีเหล็กฮิตขนาดนั้นเลย?”
“จริงสิครับ ถ้ามีโอกาส คุณปู่ก็ลองเข้าไปดูได้นะ”
“……”
ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ทำให้ลู่ซานไห่หวั่นไหวไม่น้อย
ลู่เถี่ยเฉินเดินไปข้างกำแพง หยิบค้อนเก่าขึ้นมาดูรอยค้อนที่สะสมมานานบนหัวค้อน แล้วอดทอดถอนใจไม่ได้
“ค้อนของบ้านเรานี่แหละดีที่สุด จับถนัดมือ”
ลู่ซานไห่แค่นเสียง
“มันก็เหมือนกับวัตถุดิบ ไม่ใช่ว่าวัตถุดิบยิ่งดี ของที่ตีออกมาจะยิ่งดีเสมอไป แกคิดว่ากองของดีไว้ด้วยกันแล้วมันจะกลายเป็นของดีหรือไง? ถ้าเข้ากันไม่ได้ ของที่ตีออกมาก็เป็นแค่เศษเหล็กก้อนหนึ่ง วัตถุดิบค้อนบ้านเราอาจจะธรรมดา แต่ค้อนนี่แหละเป็นของดี”
ลู่เถี่ยเฉินยิ้ม
“ผมรู้ครับ”
ลู่ซานไห่ฉวยโอกาสสั่งสอนหลานชายคนโปรดอีกครั้ง
เขาวางบานพับที่ซ่อมเสร็จไว้ข้าง ๆ แล้วเหลือบมองลู่เถี่ยเฉิน
“แต่เรื่องที่แกทำในเกมช่วงนี้ ปู่ก็ได้ยินมาบ้างเหมือนกัน”
ลู่เถี่ยเฉินชะงักไปนิดหนึ่ง
“คุณปู่รู้ด้วยเหรอครับ?”
