“ท่านแม่? นี่ท่าน...” จ้าวซิ่วหลานลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ทำอะไรไม่ถูก
“เสี่ยวหม่าน บ้านเรามีแค่หม้อใบนี้ ไม่มีแม้แต่ชามเลยหรือ?”
เจียงลั่วลั่วถาม “แล้วจะกินกันยังไงล่ะ?”
เสี่ยวหม่านชะงักไป เมื่อก่อนย่าก็ยกหม้อกินตรง ๆ ไม่ใช่หรือ?
เจียงลั่วลั่วเหลือบมองชามบิ่นบนโต๊ะ นั่นคือชามที่เสี่ยวหม่านใช้ดื่มน้ำวันนี้ แม้จะบิ่นไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังเป็นชาม
นางจึงยกหม้อเดินไปหา เทโจ๊กลงไปอึก ๆ จนเต็มชาม โจ๊กข้าวหักข้น ๆ กลิ่นหอมกระตุ้นต่อมรับรสของแม่ลูกทั้งสอง
แน่นอนว่าต่อมรับรสของเจียงลั่วลั่วก็ถูกกระตุ้นด้วยเช่นกัน
พี่น้องสองคนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่รู้ว่าเจียงลั่วลั่วกำลังทำอะไร แต่ก็ยังอดมองด้วยความคาดหวังไม่ได้
โจ๊กชามนี้ต้องเป็นของพวกเขาแน่
เจียงลั่วลั่วหยิบห่อกระดาษน้ำมันที่แม่สามีส่งมา แกะน้ำตาลแดงออกมาชิ้นหนึ่งใส่ลงในชาม แล้วใช้ตะเกียบคน
โจ๊กสีขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำในพริบตา กลิ่นหอมหวานยิ่งกว่าเดิม
เสียงกลืนน้ำลายดังแว่วอยู่ข้างหู
“ซิ่วหลาน กินสิ กินเสร็จแล้วค่อยป้อนลูก”
ทุกคนต่างนิ่งอึ้งเมื่อเจียงลั่วลั่วยื่นโจ๊กข้าวมาให้กะทันหัน
เสิ่นซื่อสี่กระทืบเท้าปุกปุย “ท่านแม่ ทำไมไม่ให้ข้ากินล่ะ?”
“ท่านแม่ ข้าเหนื่อยเหลือเกิน หิวจะแย่แล้ว ข้าก็อยากกินข้าว...”
เสียงบ่นออดอ้อนของเสิ่นเอ้อร์ฝูดังมาจากด้านหลังอีกครั้ง
เจียงลั่วลั่วหันขวับไปมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “หุบปาก ถ้ายังพูดมากอีก ข้าจะตีพวกเจ้าอีก”
ทั้งสองคนเงียบกริบทันที
“ยืนงงทำไม! รีบกินสิ” เจียงลั่วลั่วเร่ง จ้าวซิ่วหลานจึงยกชามขึ้นดื่มทันที แต่สำลักจนไอออกมา
“ค่อย ๆ กิน กินหมดแล้วยังมีอีก” เจียงลั่วลั่วหันไปหาเสี่ยวหม่าน “เสี่ยวหม่าน มากินกับข้าสิ”
เจียงลั่วลั่วเป่าโจ๊กในหม้อดินแล้วตักขึ้นดื่มหนึ่งคำ อุณหภูมิกำลังพอดี
แค่คำเดียวก็รู้สึกอิ่มเอมขึ้นมาทันที นางหันไปยื่นหม้อจ่อปากเสี่ยวหม่าน
เสี่ยวหม่านอ้าปากตามสัญชาตญาณแล้วดื่มไปคำหนึ่ง เมล็ดข้าวเนื้อข้นไหลเข้าปาก นางกลืนลงคออึกหนึ่ง
ในใจพลันนึกเสียดาย โจ๊กข้นขนาดนี้น่าจะค่อย ๆ ละเลียดกิน
เจียงลั่วลั่วดื่มอีกคำแล้วส่งให้เสี่ยวหม่าน เสี่ยวหม่านจึงดื่มอีกคำ
คราวนี้นางเคี้ยวในปากอย่างละเอียดถี่ถ้วน
อร่อยจัง!
ย่าถึงกับให้กินโจ๊กข้น ๆ แบบนี้เลยหรือ? โลกนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
แม่ลูกสองคนผลัดกันกินคนละคำ ไม่นานก็อิ่ม
เจียงลั่วลั่วเงยหน้ามอง เห็นโจ๊กในชามของจ้าวซิ่วหลานหมดแล้ว จึงเทเพิ่มให้อีกหน่อย
“ตอนนี้ที่บ้านมีเท่านี้ ให้เด็กดื่มน้ำข้าวไปก่อนนะ”
“เป็นเพราะลูกสะใภ้ไร้ประโยชน์ ไม่มีน้ำนม...” น้ำตาของจ้าวซิ่วหลานไหลลงมาอีกครั้ง
“ไม่เป็นไร บำรุงร่างกายสักหน่อยก็มีเอง” เจียงลั่วลั่วถอนหายใจ ร่างกายของจ้าวซิ่วหลานทรุดโทรมหนักขนาดนี้ จะมีน้ำนมได้อย่างไร
จ้าวซิ่วหลานตกตะลึงอีกครั้ง แม่สามีให้โจ๊กนางกินวันนี้ แถมยังไม่โทษที่นางไม่มีน้ำนมอีกหรือ?
นี่นางไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?
เสิ่นซื่อสี่มองพวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อย น้ำลายชุ่มเสื้อจนเปียกไปหมดแล้ว กระทั่งเห็นแม่อุ้มหม้อออกมา เขาถึงยกมือเช็ดปาก
“ท่านแม่ คราวนี้ถึงตาพวกเราแล้วใช่ไหม?”
เจียงลั่วลั่วเหลือบมองเสิ่นเอ้อร์ฝูที่นอนแผ่อยู่บนพื้น สีหน้าเหมือนเกลียดเหล็กที่ไม่ยอมกลายเป็นเหล็กกล้า “พวกเจ้าสองคนกินเถอะ กินเสร็จแล้วมาหาข้าที่ห้อง”
เสิ่นซื่อสี่รีบรับหม้อมา พอมองดูก็ร้องไห้โฮขึ้นมาอีก “ไม่มีส่วนที่ข้นแล้ว เหลือแต่น้ำ น้ำ...”
“เลิกร้องได้แล้ว จะกินหรือไม่กิน ถ้าไม่กินข้าจะยกไป” เจียงลั่วลั่วเริ่มหงุดหงิด ยื่นมือไปแย่งหม้อ เสิ่นซื่อสี่เห็นดังนั้นก็รีบกอดหม้อไว้แน่น “กิน! ข้ากินก็ได้!”
“เหนื่อยจัง ซื่อสี่ ป้อนพี่สักคำสิ” เสิ่นเอ้อร์ฝูนอนพลิกตัวอย่างเกียจคร้านอยู่บนพื้น อ้าปากรอกิน
แต่ซื่อสี่ไม่ใช่เสี่ยวหม่าน จะตามใจเขาได้อย่างไร เขายกหม้อขึ้นดื่มเองทันที
เมื่อได้ยินเสียงซดอึก ๆ เสิ่นเอ้อร์ฝูถึงได้สะดุ้งตื่น รีบลุกขึ้นแย่งหม้อ “แบ่งให้ข้ากินบ้าง! ให้ข้ากินบ้าง!”
เสียงของทั้งสองหนวกหูเหลือเกิน เจียงลั่วลั่วเหลือบมองอย่างเอือมระอา ก่อนหยิบผักชีล้อมป่ากับเถาวัลย์บนพื้นแล้วเดินเข้าห้องไป
ถ้าไม่ใช่เพราะรับปากเจ้าของร่างเดิมไว้ นางก็ไม่อยากยุ่งกับเจ้าลูกหมาพวกนี้แม้แต่น้อย
ตะวันคล้อยต่ำลง ในที่สุดพี่น้องทั้งสองก็ดื่มน้ำข้าวในหม้อจนหมด
เสิ่นซื่อสี่เลียริมฝีปากอย่างยังไม่หายอยาก แล้วดึงแขนเสิ่นเอ้อร์ฝู “พี่รอง ท่านแม่ให้เราไปที่ห้อง ไปด้วยกันไหม?”
ไม่รู้ทำไม เขาถึงรู้สึกว่าแม่เปลี่ยนไป เมื่อก่อนแม่แย่งอาหารกับพวกเขาและตีพวกเขาก็จริง แต่ไม่เคยลงมือหนักขนาดนี้
โดยเฉพาะสายตาดุดันคู่นั้น เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
เสิ่นเอ้อร์ฝูเหลือบมองแผ่นเตียงในห้อง แล้วลูบรอยแผลบนตัว เมื่อลองชั่งใจดูแล้วก็ได้แต่ก้มหน้าหงอย “ไปเถอะ”
ทั้งสองเดินเข้าไปในห้อง ก็เห็นเจียงลั่วลั่วกำลังจัดเถาวัลย์เป็นมัด
พวกเขาตกใจจนกระโดดโหยง “ท่านแม่ จะตีพวกเราอีกแล้วหรือ?”
มุมปากเจียงลั่วลั่วกระตุก นางนั่งยอง ๆ เลือกเถาวัลย์เส้นเล็ก “ไม่ตีหรอก แต่พวกเจ้าต้องช่วยข้าสานลอบดักปลาสองใบ”
“ได้ ๆ ขอแค่ไม่ตีก็พอ... เดี๋ยวก่อน?”
เสิ่นซื่อสี่อุทานอย่างตกใจ “ท่านแม่จะให้พวกเราสานลอบดักปลาหรือ? ข้าทำไม่เป็นนี่!”
“ท่านแม่ไม่ได้บอกหรือว่าคนขี้เกียจมีโชคของคนขี้เกียจ? ให้ซื่อสี่ไปขโมยมาสองใบดีไหม” เสิ่นเอ้อร์ฝูนั่งลงบนพื้นอีกครั้ง ถึงกับเอนตัวลงนอน ทำท่าราวกับจะหลับ
เพียะ!
เถาวัลย์ฟาดพื้น พี่น้องทั้งสองกระเด้งตัวขึ้นมาทันที เอ่ยอย่างตื่นกลัวว่า “สานเดี๋ยวนี้แหละ... สานเดี๋ยวนี้เลย...”
เจียงลั่วลั่วถึงได้เก็บเถาวัลย์ แล้วเริ่มสานอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่พอนางออกแรง เถาวัลย์ก็ขาดผึงทันที
นางโมโหจนปามันทิ้งลงพื้น
ถึงจะเคยเรียนรู้ทักษะมากมายในวันสิ้นโลก แต่ไม่เคยเรียนสานของเลยจริง ๆ ส่วนจับปลาน่ะทำเป็นอยู่
พอเห็นลูกชายทั้งสองทำเถาวัลย์พันกันยุ่งเหยิงด้วยท่าทางงุ่มง่าม เจียงลั่วลั่วก็ยิ่งโมโห
“พวกเจ้านี่ไม่ได้เรื่องสักอย่าง กินเท่าไรก็ไม่รู้จักพอ แม้แต่ลอบดักปลายังสานไม่เป็น!”
เสิ่นเอ้อร์ฝูกำลังใช้ปากกัดเถาวัลย์ให้ตึง พอได้ยินคำพูดนั้นก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “...”
คำพูดนี้เหมือนที่ชาวบ้านใช้บรรยายแม่เลย... แน่นอนว่าพวกพี่น้องทั้งสี่คนก็โดนด้วย
“ย่า จะสานลอบดักปลาหรือ? ข้าทำเป็นนะ”
เสียงเล็ก ๆ นุ่มนิ่มดังขึ้นราวกับเสียงสวรรค์ เจียงลั่วลั่วหันไปกวักมือเรียก “เสี่ยวหม่าน ทำเป็นจริงหรือ? ถ้าอย่างนั้นมาสอนพวกเขาสองคน ถ้าพวกเขาเรียนไม่เป็น พรุ่งนี้เช้าเจ้าก็กินอาหารเช้าของพวกเขาให้หมดเลย”
เสิ่นเอ้อร์ฝูกับเสิ่นซื่อสี่ชะงักไป มื้อเย็นก็ได้กินแค่น้ำข้าวอยู่แล้ว ถ้าพรุ่งนี้เช้ายังไม่ได้กินข้าวอีก ไม่อดตายหรือ?
“อ้อ นี่รางวัลของเจ้า” เจียงลั่วลั่วหยิบผลไม้ป่าสีแดงสดกำหนึ่งใส่กระเป๋าเสื้อเล็ก ๆ ของเสี่ยวหม่าน
เสิ่นซื่อสี่ “...”
ทำไมผลไม้นี่ดูคุ้น ๆ นะ?
เสิ่นเอ้อร์ฝู: เหนื่อยจัง แต่ก็อยากกินเหลือเกิน
เสี่ยวหม่านเม้มริมฝีปาก พยักหน้าอย่างทำตัวไม่ถูกที่ได้รับความเอ็นดูเกินคาด จากนั้นก็เริ่มลงมือสานอย่างขะมักเขม้น
เห็นเพียงปลายนิ้วของนางพลิกพลิ้ว สานไขว้กันเป็นชั้น ๆ
มือเล็กคู่นั้นบิด สอด และรัดเถาวัลย์เข้าด้วยกัน ทุกขั้นตอนลื่นไหลราวสายน้ำ จนมองตามแทบไม่ทัน
ทั้งสามคนยืนตาค้าง อ้าปากหวอ