หลังจบ PK ลี่ชุนก็ตัดการเชื่อมไมค์ จอสาธารณะถึงได้แสดงให้เห็นว่าอะไรคือการพลิกหน้ามือเป็นหลังมือในพริบตา
ตอนแรกยังมีแต่ข้อความอย่าง ‘อย่ายอมแพ้’ ‘พี่ ๆ เก่งมาก’ ‘ทุกคนพยายามอีกนิดนะ’ ‘ขาดอีกนิดเดียวเอง’
แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น——
【ไม่รู้ว่าพวกโฮสต์กับฝ่ายปฏิบัติการทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่แจ้งล่วงหน้าว่าจะเจอกับลี่ชุน】
【ทำไมต้องไป PK กับทีมแบบนี้ คอมเมนต์ฝั่งตรงข้ามล้อว่าเราเป็นสายจนกันหมด โดนล้อแล้วคุณมีความสุขหรือไง】
【ยังดีที่ชนะ ถ้าไม่ชนะขึ้นมาจะทำยังไง】
【พี่บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมี PK เติมเงินไม่ทัน ฉันยอมใจเลยจริง ๆ】
【ใครใช้ให้พวกคุณอวดฉลาดเสนอแผนห่วย ๆ เองล่ะ เขาให้ทำเรื่องเซอร์ไพรส์ไม่ใช่เหรอ】
【ให้โฮสต์ลงไป ให้โฮสต์กับฝ่ายปฏิบัติการออกมา】
จงจงลูบท้ายทอย ยังไม่หลุดจากบรรยากาศเมื่อครู่ “งั้นให้พวกโฮสต์ลงไปก่อนนะครับ”
ช่องว่างมันกว้างเกินไปหน่อย จงจงกับอันอันเลยต้องจับมือกันขึ้นไปยืนรับคำตำหนิบนเวที
ร่วนเวยใช้เวลาช่วงพักส่งข้อความขอบคุณตามรายชื่อบนกระดานยกมือทีละคน ถ่ายรูปเซลฟี่กับรูปถือป้ายให้เรียบร้อย แถมยังให้โกโก้ช่วยถ่ายรูปแฟนคลับแบบสุ่มอีกสองรูป
ทำทุกอย่างเสร็จ เธอเงยหน้ามอง ก็เห็นจงจงกับอันอันยังโดนด่าอยู่บนเวที
เธอก้มหน้าตอบข้อความหลังบ้านต่อ แล้วตัดต่อคลิปบางส่วน ฝ่ายเทคนิคส่งฉบับร่างของลุคมูลค่าล้านมาให้ จึงคุยเรื่องแก้ไขกันอยู่พักหนึ่ง
เงยหน้าขึ้นมาอีกที จงจงกับอันอันก็ยังโดนด่าอยู่บนเวทีเหมือนเดิม
แถมคอมเมนต์ยังดูท่าว่าจะยิ่งบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ
หนัวหมี่กำลังถ่ายรูปถือป้ายอยู่ จู่ ๆ ก็มีหัวฟู ๆ โผล่เข้ามาในเฟรม
เธอวางมือถือลงอย่างจนใจ “มีอะไร?”
ร่วนเวยพิงไหล่เธอ พลางมองไปกลางเวที “เราจะปล่อยให้สองคนนั้นโดนด่าแบบนี้เหรอ?”
เหมียนเหมียนเหลือบมองระหว่างตอบข้อความ “สองคนนั้นคงโดนหัวหน้าอวยหน่อยหลอกเหมือนกันแหละ พอหัวหน้าอวยหน่อยกดดันเรื่องผลงานทีไร ก็ชอบเพิ่มแรงกดดันให้โฮสต์กับฝ่ายปฏิบัติการใต้บังคับบัญชา”
