บทที่ 1 คุณลุง ฉันคืออาฉือเอง...
ซ่งฉือคือสาวน้อยว่านอนสอนง่ายที่โด่งดังในแวดวงสังคมเมืองหลวง
อ่อนหวาน เข้าใจโลก สวยและเชื่อฟัง ถ้าจะพูดตามภาษาคนอื่น ก็คือดอกหญ้านางแมวที่ไม่ทำร้ายใคร
ช่วงนี้เธอกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่
--
เฟยซื่อ อินเตอร์เนชั่นแนล คลับส่วนตัวระดับหรูหราที่สุดในเมืองหลวง
ลิฟต์ส่วนตัวชั้นบนสุด
ชายหนุ่มในสูทเข้ารูปเรียบกริบ สีหน้าเฉยเมย
ภายในลิฟต์ที่เงียบสงัดและเงางาม สะท้อนใบหน้าด้านข้างของเขาเพียงครึ่งหนึ่ง
ชายหลายคนที่เดินตามหลังเขาก้มตัวแทบโค้ง สีหน้าประจบประแจง แต่ทุกคนกลับเงียบสนิทเหมือนจั๊กจั่นในฤดูหนาว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
"ติ๊ง——"
ลิฟต์จอดที่ชั้นหนึ่ง
วันนี้เป็นวันแรกที่ชายหนุ่มกลับประเทศ เครื่องบินเพิ่งลงจอดก็จัดการเรื่องงานเลย สีหน้าเลยดูไม่สู้ดีนัก
หลินเจี้ยน ผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ ก้าวเร็วๆ ไปข้างหน้า กั้นประตูลิฟต์ไว้พลางทำท่าเคารพนบนอบ
"ประธานจู้ วันนี้ดึกมากแล้ว ยังจะไปเยี่ยมสกุลซ่งอีกไหมครับ"
เดิมทีหลังกลับถึงประเทศ สิ่งแรกที่ชายหนุ่มต้องทำคือการไปเยี่ยมสกุลซ่ง แต่มัวติดงานราชการจนดึกดื่นป่านนี้
ก้มดูนาฬิกาข้อมือ แว๊บหนึ่ง ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มสงบ "ไว้พรุ่งนี้แล้วกัน"
"ครับประธานจู้ ผมจะจัดตารางใหม่ให้ครับ"
พูดจบ ชายหนุ่มก็ก้าวออกไปนอกคลับ
ชั้นหนึ่ง ฟลอร์เต้นรำ แสงสีเลเซอร์สาดส่อง เสียงดนตรีกระหึ่มแก้วหู
เสียงเพลงจากฟลอร์เต้นรำอึกทึกครึกโครม มีผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังรุมล้อมหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ที่มุมมืด ภายใต้แสงไฟสลัวๆ มีเสียงหัวเราะล้อเล่นดังแทรกมาเป็นระยะๆ
"ขอโทษนะคะ หนูไม่อยากดื่ม คนที่บ้านมารับหนูแล้ว"
เสียงของซ่งฉือฟังดูตื่นตระหนก
เธอถูกผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่กำยำหลายคนต้อนจนไปติดอยู่มุมมืด ในชุดกระโปรงสีขาวสะอาดสะอ้านเรียบร้อย เธอก้มหน้าลง ดวงตาขอบแดงก่ำ แต่ก็พยายามควบคุมสติอย่างถึงที่สุด
"น้องสาว ข้ออ้างนี้ก็ปลอมเกินไปนะ ไปดื่มกับพวกพี่ๆ แก้วนึงเถอะ อย่าอายไปเลย..."
เจ้าผมทองที่เป็นหัวโจกยิ้มมุมปากพลางก้าวเข้าไป แกว่งแก้วเหล้าในมือไปมา มือไม้ก็เริ่มอยู่ไม่สุข
ขนตาหนางอนมีหยาดน้ำตาเกาะพราว ซ่งฉือเม้มปากน้อยๆ แล้วกวาดตามองไปรอบๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ
รอบๆ ก็มีคนสังเกตเห็นความวุ่นวายตรงนี้เหมือนกัน แต่พอเห็นผู้ชายตัวโตหลายคน ก็พากันเบือนหน้าหนี
"น้องสาวอย่ากลัวไปเลย แก้วละเท่าไหร่ พี่จ่ายไหว..."
ซ่งฉือแค่ส่ายหน้า สายตากวาดผ่านฝูงชน เมื่อเหลือบเห็นใครบางคน แววตาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที!
"คุณ...คุณลุง!"
น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ซ่งฉือผลักเจ้าผมทองที่ยืนขวางหน้าออกไปสุดแรง แล้ววิ่งตรงดิ่งไปหาชายหนุ่ม
หลินเจี้ยนตกใจมาก รีบทำหน้าดุหมายจะขวางเด็กสาวที่วิ่งเข้ามา
"คุณผู้หญิง กรุณาให้เกียรติตัวเองด้วย"
ก่อนหน้านี้ก็เคยมีผู้หญิงฉวยโอกาสตอนเมาหรือแกล้งทำเป็นเจอปัญหาเพื่อเข้าใกล้ประธานจู้ หลินเจี้ยนชินกับเรื่องแบบนี้แล้ว แต่ที่อ้าปากเรียก 'คุณลุง' เลยนี่เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก!
"ไม่ใช่นะคะ หนูเป็น..."
"คุณผู้หญิง" หลินเจี้ยนเสียงเย็นลงอีกนิด "ท่านประธานของเราไม่สนใจสถานะของคุณหรอกครับ"
พูดจบ เขาไม่มองสีหน้าของหญิงสาวอีก รีบเดินตามหลังชายหนุ่ม มุ่งหน้าไปนอกประตู
ดวงตาของซ่งฉือคลอหน่วยไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง มองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่กำลังเดินจากไป ก่อนจะเหลือบเห็นเจ้าผมทองพวกนั้นที่โมโหจนหน้าแดงก่ำเดินกร่างเข้ามาใกล้เธอ
ในที่สุดก็รวบรวมความกล้า ซ่งฉือตะโกนดังๆ ไปทางแผ่นหลังเย็นชานั้น "จู้เยี่ยนเจิง!"
รองเท้าหนังสั่งตัดเย็บด้วยมือคู่นั้นหยุดอยู่กับที่ ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย ก่อนจะหันมาให้ความสนใจในที่สุด
ขนตาของเด็กสาวเปียกชื้น ชุดเดรสกระโปรงสีขาวสะอาดตาล้วนๆ เข้ารูป เน้นสัดส่วนที่อ่อนช้อยงดงาม
เธอตัวเล็ก จมอยู่ท่ามกลางความโกลาหลของแสงสี แต่ดวงตาคู่นั้นกลับใสซื่อบริสุทธิ์ดั่งดวงดาว
จู้เยี่ยนเจิงมีคิ้วตาคมเข้มและเย็นชา นิ้วหัวแม่มือกดคลึงนิ้วชี้ เป็นท่าทางที่เขาทำเวลาคิด
แสงไฟที่สาดส่องวูบวาบกลบความเย็นดุดันที่มีอยู่เดิมของชายหนุ่ม ดวงตาสีเย็นเฉียบไม่เผยอารมณ์ใดๆ ออกมา
ชายหนุ่มมีท่าทางองอาจสง่าและดูเยือกเย็น ราวกับมีม่านพลังที่มองไม่เห็นล้อมรอบตัวเขาไว้ ไม่ใช่ความเย่อหยิ่งจองหองที่จงใจแสร้งทำ แต่เป็นความเฉยเมยและห่างเหินของผู้ที่ครองตำแหน่งสูงส่งมายาวนาน
ไม่ต่างจากเครื่องหยกขาวชั้นยอดที่ตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์ ฝีมือประณีตสมบูรณ์แบบ เปล่งประกายในทีแต่เก็บซ่อนแสง ไม่ทำให้ใครกล้าคิดลบหลู่
นี่คือการพบกันครั้งแรกในความหมายที่แท้จริงระหว่างซ่งฉือกับจู้เยี่ยนเจิง
ในตอนแรกเธอรู้สึกตะลึงงันกับท่าทีองอาจของชายหนุ่มไปชั่วขณะ กว่าที่จะได้สติ น้ำตาก็ร่วงหล่นลงมาพอดี
เธอเม้มปากน้อยๆ แล้วหันไปหาชายหนุ่มด้วยท่าทางหวาดกลัว พลางร้องเรียกอีกครั้ง "คุณลุง... หนูคืออาฉือเอง..."
สายตาของจู้เยี่ยนเจิงหยุดอยู่ที่ตัวเธอ ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงค่อยๆ เอ่ยปาก น้ำเสียงทุ้มลึกมีเสน่ห์ "ลูกสาวของซ่งเป่ยซานอย่างนั้นหรือ"
ซ่งฉือพยักหน้า ก้มหน้าลงน้อยๆ อย่างระมัดระวัง
ตระกูลจู้มีอาชีพการเมืองสืบต่อกันสามชั่วอายุคน รากฐานมั่นคง ตระกูลใหญ่โตมีหน้ามีตา เป็น 'ตระกูลสูงศักดิ์ขั้นเทพ' ที่แท้จริงในเมืองหลวง
ถึงตระกูลซ่งจะเป็นตระกูลใหญ่เช่นกัน แต่เดิมก็ห่างชั้นกับตระกูลจู้ราวฟ้ากับดิน
เพียงแต่เมื่อครั้งนั้นซ่งเป่ยซาน ผู้เป็นพ่อของซ่งฉือ ไม่ฟังคำห้ามปรามของคนในครอบครัว มุ่งมั่นสมัครเป็นทหาร ภายหลังได้เลื่อนยศเป็นนายทหารชั้นประทวน และคอยดูแลใส่ใจจู้เยี่ยนเจิงที่มาใช้ชีวิตฝึกฝนในกรมทหารเป็นอย่างดี ทั้งสองคนเป็นเพื่อนต่างวัยที่มีมิตรภาพถึงขั้นยอมตายแทนกันได้
ต่อมาซ่งเป่ยซานพลีชีพในหน้าที่ จู้เยี่ยนเจิงก็คอยดูแลตระกูลซ่งมาตลอด ถึงแม้ตอนนี้เขาจะกลายเป็นขุนเขาที่อายุน้อยที่สุดในแวดวงการเมือง ก็ยังให้เกียรติตระกูลซ่งอย่างเต็มที่
หลายปีมานี้เขาทำภารกิจอยู่ต่างประเทศตลอด เพิ่งกลับมาถึงบ้านเกิดวันนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะมีเหตุขัดข้องกระทันหัน เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะไปเยี่ยมตระกูลซ่งอยู่แล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่า จะมาเจอลูกสาวของสหายซ่งในที่แบบนี้
สายตาจู้เยี่ยนเจิงกวาดผ่านร่างของเด็กสาว
เขาเคยพบซ่งฉืออยู่ไม่กี่ครั้งตอนหนุ่มๆ
ความทรงจำที่มีต่อเธอยังติดค้างอยู่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนที่เธอหลบอยู่ข้างหลังสหายซ่ง เรียกเขาอย่างตื่นกลัวว่า 'คุณลุง'
เด็กน้อยในตอนนั้นซ้อนทับกับภาพของสาวน้อยในตอนนี้ สีหน้าท่าทางของจู้เยี่ยนเจิงจึงอ่อนลงเล็กน้อย
"น้องสาว นี่คือคนที่เธอบอกว่าจะมารับกลับบ้านใช่ไหมล่ะ"
"ฮ่าๆๆๆ เขาไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ อย่าไปตีสนิททางอ้อมแถวนี่เลยน่า!"
เจ้าผมทองที่ตามมาข้างหลังหัวเราะเหยียดสองสามที เดินมาข้างๆ ซ่งฉือ เอื้อมมือจะมาจับแขนเธอ
ซ่งฉือหดไหล่เล็กน้อย แล้วหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือให้ชายหนุ่ม
มือข้างหนึ่งของจู้เยี่ยนเจิงใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงสูทอย่างสบายๆ สายตาเย็นชากวาดผ่านตัวเธอและผู้ชายพวกนั้นอย่างไม่ใส่ใจ
หลินเจี้ยนที่อยู่ข้างๆ กลั้นหายใจด้วยความลุ้นระทึก ก้มหน้านิ่งเงียบไม่พูดจา
"มานี่"
เขาเอ่ยปากอย่างสงบ ยืนอยู่กับที่ไม่ได้ขยับ
เด็กสาวเหมือนได้รับพระบรมราชานุเคราะห์ วิ่งพรวดพราดสามก้าวสองก้าวมาอยู่ข้างๆ จู้เยี่ยนเจิง ก้มหน้างุด ไม่กล้าพูดอะไร
เจ้าผมทองคนนั้นหรี่ตามอง แล้วหัวเราะเหยียดออกมา "เฮ้ย นายเป็นใครน่ะ รู้ไหมกูเป็นใคร กูเตือนนาย อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่น!"
จู้เยี่ยนเจิงไม่ใส่ใจ "คำขู่" ของชายคนนั้นแม้แต่น้อย ก้มลงมองเด็กสาวที่น้ำตาคลอหน่วยอยู่เล็กน้อย เห็นว่าอารมณ์เธอยังคงที่อยู่ ก็เลยไม่ถามไถ่อะไรมาก
"ฉันไปส่งเธอกลับเอง"
จู้เยี่ยนเจิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แล้วหันหลังเดินจากไป
ซ่งฉือเห็นดังนั้นก็รีบเดินตามหลังจู้เยี่ยนเจิงมุ่งหน้าไปด้านนอกคลับ
ด้านหลังมีเสียงร้องท้าทายและคำขู่ของพวกหัวทองเดนตายดังตามมา แต่ไม่นานนัก เสียงพวกนั้นก็เงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เดินตามหลังจู้เยี่ยนเจิง สายตาซ่งฉือเหลือบมองแผ่นหลังที่สูงใหญ่กำยำมั่นคงตรงหน้า
ไหล่กว้าง เอวสอบ องอาจสง่างาม
หากจะบอกว่าวงสังคมเมืองหลวงประกอบขึ้นด้วยตระกูลสูงศักดิ์ที่มีกฎเกณฑ์มากมายนับไม่ถ้วน เช่นนั้นแล้ว จู้เยี่ยนเจิง ก็คือกฎเกณฑ์นั้นเสียเอง
เธออยากมีชีวิตรอด ก็ต้องทำทุกวิถีทาง ไม่เลือกวิธีการ เกาะติดต้นไม้สูงเสียดฟ้าต้นนี้ไว้ให้มั่น
ซ่งฉือเลิกคิ้วน้อยๆ กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
รถยนต์มายบัครุ่นสีดำสนิทจอดอยู่ริมถนน ซ่งฉือชำเลืองดูป้ายทะเบียน
จิง A9999
พอถึงระดับตำแหน่งของจู้เยี่ยนเจิงแล้ว เพียงแค่เขายืนอยู่ตรงนั้น ก็เป็นดั่งเครื่องมือวัดค่าอำนาจด้วยตัวของมันเอง
"คุณหนูซ่ง เชิญขึ้นรถเถอะครับ"
หลินเจี้ยนเอ่ยปากอย่างเคารพนบนอบพลางเปิดประตูรถ จู้เยี่ยนเจิงนั่งอยู่เบาะหลังเรียบร้อยแล้ว