คัมภีร์กุยหยวนเทียนอี้กล่าวไว้ว่า การทำนายมีหลักสามไม่ทำนาย
หนึ่ง ไม่ทำนายอายุขัยความเป็นความตาย สอง ไม่ทำนายเรื่องผิดศีลธรรมทำร้ายผู้อื่น สาม ไม่ทำนายการพนันขันต่อ
หากฝ่าฝืน ผู้ที่ขอทำนายจะต้องรับทัณฑ์สวรรค์ ครั้งแรกเสียหาย ครั้งที่สองบาดเจ็บ ครั้งที่สามดับสูญ!
นั่นคือ หากฝ่าฝืนหลักสามไม่ทำนายนี้หนึ่งครั้งจะได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนสองครั้งร่างกายจะบาดเจ็บ ฝ่าฝืนสามครั้งชีวิตน้อยนิดก็ไม่รอด
ดังนั้น หลี่มู่จึงล่อลวงให้หลิวเยี่ยนเจวียนตั้งจิตทำนายเรื่องการเล่นไพ่นกกระจอกของนาง
การเล่นไพ่นกกระจอกก็คือการพนันขันต่อ เท่ากับนางได้ฝ่าฝืน "หลักสามไม่ทำนาย"
เขาคิดว่า ด้วยนิสัยละโมภของหลิวเยี่ยนเจวียน หากนางได้ลิ้มรสหวาน นางต้องอ้อนวอนให้เขาทำนายต่อไปแน่
ขอเพียงทัณฑ์สวรรค์ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์เป็นจริง หลิวเยี่ยนเจวียนก็ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!
ตายเพราะทัณฑ์สวรรค์ ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเขา การใช้วิธีนี้แก้แค้นแทนหลี่กังบุตรชายย่อมปลอดภัยอย่างยิ่ง
ดังนั้น เมื่อรู้ว่าหลิวเยี่ยนเจวียนเสียพนัน หลี่มู่ก็รีบตั้งจิตทำนายเงียบๆ
สัญลักษณ์ทำนายแสดงว่า หากนางไปเล่นไพ่นกกระจอกอีก ต้องชนะพนันแน่ นี่คือโอกาสดีที่สุดที่จะล่อนางเข้าติดกับ
แน่นอน ถึงตอนนี้หลี่มู่จะเชื่อในศาสตร์ทำนายมาก แต่การฝ่าฝืนหลักสามไม่ทำนายจะถูกลงทัณฑ์สวรรค์จริงหรือไม่นั้น เขาก็ไม่แน่ใจ
ทำได้เพียงลองดูก่อน
เพิ่งได้รับพลังเหนือธรรมชาติอันเหลือเชื่อ หลี่มู่ด้วยความตื่นเต้นจึงตั้งจิตทำนายต่อเนื่อง หรือใช้พลังเหนือธรรมดา ลมปราณกุยหยวนที่รวมตัวในตันเถียนของเขาใช้ไปจนแทบหมดสิ้น
เขาไม่มีกะจิตกะใจทำอาหาร จึงนั่งลงบนโซฟาฝึกคัมภีร์กุยหยวนเทียนอี้ เพื่อฟื้นฟูลมปราณกุยหยวนในตันเถียน
ตอนนี้ ลมปราณกุยหยวนคือฐานกำลังและที่พึ่งสำคัญที่สุดในการแก้แค้นและพลิกชะตาของเขา!
เขาจำเป็นต้องรักษาให้ในตันเถียนมีพลังสำรองอยู่เสมอ
ครั้งนี้ ตาของเขาสามารถมองเห็นได้ชัดเจน รอบกายมีจุดแสงสีขาวประหลาดขนาดเท่าเมล็ดงาดำไหลเข้าสู่ร่างกายเขาอย่างต่อเนื่อง
จุดแสงเหล่านี้เมื่อเข้าร่างแล้ว จะไหลไปตามเส้นลมปราณค่อยๆ รวมตัวสู่ตันเถียน แล้วหลอมรวมกลายเป็นลมปราณกุยหยวน
เขารู้ว่า จุดแสงสีขาวเหล่านี้คือพลังสวรรค์และปฐพี ตอนนี้ตาของเขามองเห็นไอพลังต่างๆ ในฟ้าดิน ย่อมรวมถึงพลังวิญญาณด้วย
เมื่อจุดแสงเหล่านี้เข้าร่าง เขารู้สึกราวกับต้องสายลมวสันต์อันอบอุ่น นี่คือพลังสวรรค์และปฐพีหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณบำรุงร่างกาย ดังที่กล่าวไว้ในตำรา
ฝึกฝนได้ประมาณหนึ่งชั่วยามเศษ จุดแสงรอบกายก็น้อยลงเรื่อยๆ ส่วนลมปราณกุยหยวนในตันเถียนก็เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนไม่น้อย
หลี่มู่รู้ว่า พลังสวรรค์และปฐพีในบ้านมีจำกัด หนึ่งชั่วยามก็ถูกเขาดูดซับไปเกือบหมดแล้ว
ในเขตเมือง พลังสวรรค์และปฐพีเบาบางอยู่แล้ว นับว่าเป็นเรื่องปกติ
ทว่า พลังสวรรค์และปฐพีนี้สามารถก่อเกิดและรวมตัวได้อีก เมื่อดูดซับหมดแล้ว บางทีอีกไม่กี่วัน ในห้องรับแขกก็จะก่อเกิดและรวมตัวขึ้นใหม่
สำหรับหลี่มู่ ตอนนี้ตาเปล่าของเขามองเห็นพลังสวรรค์และปฐพีโดยตรง ดังนั้นการหาสถานที่ฝึกฝนที่เหมาะสมจึงไม่ยาก
คัมภีร์กุยหยวนเทียนอี้แบ่งเป็นสิบสองชั้น แต่ละชั้นแบ่งเป็น ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย สามระดับ
ตอนนี้หลี่มู่เพิ่งเข้าสู่ขั้นพื้นฐาน ยังไม่ถึงชั้นที่หนึ่งด้วยซ้ำ
กระนั้นก็ตาม ก็ทำให้เขาเกิดใหม่ มีพลังอำนาจเหนือโลกียวิสัย
เขาคิดว่า หากหมั่นฝึกฝนจนทะลวงถึงชั้นที่หนึ่ง หรือแม้แต่ระดับสูงกว่า จะน่าทึ่งปานใด?
หากฝึกถึงขั้นสูงล้ำ ย่อมกลายเป็นเซียนผู้ทรงพลัง ทำอะไรตามใจได้ในโลกนี้หรือไม่?
ถึงตอนนั้น ยังต้องกังวลว่าจะถูกกฎหมายลงโทษจากการฆ่าสัตว์นรกสองตัวที่สมควรตายหรือไม่?
ยังต้องกังวลว่าจะหาบุตรสาวที่ถูกค้ามนุษย์ลักพาตัวไม่พบหรือไม่?
ถึงตอนนั้น เพียงพลิกมือก็อาจกวาดล้างคนชั่วช้าอย่างพวกค้ามนุษย์ได้กระมัง!
แค่คิดก็ให้หลี่มู่ใจพองโตด้วยความฮึกเหิม แทบอยากละทิ้งกินดื่มทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการฝึกฝน
กริ๊งกร๊าง!
ขณะหลี่มู่นั่งฝันกลางวันอยู่บนโซฟา เสียงกริ่งประตูพลันดังขึ้น
เปิดประตู ที่แท้ก็คือหยางอวี้ซิ่วบ้านตรงข้าม
"อวี้ซิ่ว มีธุระอะไร?"
เห็นหยางอวี้ซิ่ว ก็นึกถึงเรื่องเมื่อช่วงเช้า หลี่มู่ยังเขินอยู่บ้างบางส่วน
"คุณลุงหลี่ยังไม่ได้ทำอาหารหรือ?"
หยางอวี้ซิ่วดูเป็นธรรมชาติมาก ถามพลางยิ้ม
"ยังเลย"
"พอดีฉั่นห่อเกี๊ยวไว้ ที่บ้านฉั่นกินด้วยกันเถิด"
"เอ่อ...ก็ได้ เช่นนั้นวันนี้ถือโอกาสฝากท้องด้วย มีไส้กุยช่ายไข่ไหม? ฮิฮิ!"
หลี่มู่ไม่เสแสร้งเก้อเขิน สองบ้านนี้อยู่ด้วยกันอย่างดีมาโดยตลอด ใครไปกินข้าวบ้านใครเป็นเรื่องปกติ
"มีแน่นอน! ฉั่นรู้ว่าคุณลุงชอบกินไส้กุยช่ายไข่ที่สุด! ฮ่าๆๆๆ!"
หยางอวี้ซิ่วพูดพลางหัวเราะ
มาถึงบ้านหยางอวี้ซิ่ว หลี่มู่เห็นบนโต๊ะอาหารมีกับข้าวตั้งหลายอย่าง และโดยพื้นฐานแล้วเป็นของที่เขาชอบทั้งนั้น
เขารู้ว่า อวี้ซิ่วต้องการขอบคุณเขา
ความจริง หยางอวี้ซิ่วแม้ไม่ได้เกี่ยวดองทางสายเลือด แต่กลับกตัญญูต่อเขายิ่งกว่าบุตรสาวเสียอีก
หลายปีมานี้ สตรีผู้ชีวิตระหกระเหินคนนี้ช่วยเหลือบ้านของเขาไม่น้อย
หลี่มู่จดจำบุญคุณของนางไว้เสมอ
นี่คือเหตุผลสำคัญที่เมื่อช่วงเช้าเขาไม่ลังเลหยิบเงินห้าหมื่นกว่าออกมาช่วยนาง
"ท่านปู่หลี่สวัสดี!"
ไฉ่เอ๋อร์บุตรสาวของหยางอวี้ซิ่ววิ่งเข้ามา กอดขาของหลี่มู่ด้วยความสนิทสนม ทักทายพร้อมรอยยิ้ม
ไฉ่เอ๋อร์ปีนี้อายุสี่ขวบเศษ กำลังเรียนชั้นอนุบาล แต่เพราะเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด จึงมักหยุดเรียน
เฮือก!
หลี่มู่อุ้มไฉ่เอ๋อร์ขึ้นโดยตรง พลางยิ้มกล่าวว่า "ไฉ่เอ๋อร์ดี ทุกคนดี! วันนี้ไฉ่เอ๋อร์ช่างงดงามยิ่งนัก!"
ขณะเดียวกัน เขาตั้งใจมองตรงหน้าอกของไฉ่เอ๋อร์ พบว่ามีก้อนไอโรคร้ายแรงเกาะอยู่ตรงตำแหน่งหัวใจจริงๆ
โรคหัวใจของเด็กคนนี้รุนแรงมากทีเดียว
หยางอวี้ซิ่วซึ่งกำลังหยิบตะเกียบจากครัว เห็นหลี่มู่อุ้มไฉ่เอ๋อร์ขึ้นอย่างง่ายดาย ก็ตะลึงชะงัก
นางรู้สึกเหมือนเห็นภาพหลอน รู้สึกว่าคุณลุงหลี่ที่อายุใกล้เจ็ดสิบแล้วอุ้มเด็กด้วยท่วงท่าราวกับชายหนุ่มกำยำ
เพราะมันง่ายดายและเป็นธรรมชาติเกินไป!
นางรู้ว่า หลี่มู่ก็สุขภาพไม่ดี เป็นโรคความดันสูงและโรคพื้นฐานอื่นๆ
นางจะไปรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อช่วงเช้าหลี่มู่ก็เพิ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
นางยิ่งไม่รู้ว่า เวลานี้หลี่มู่ ดูภายนอกแก่ชราอ่อนแอ ความจริงภายใต้เปลือกอันชราซุกซ่อนพลังเหนือมนุษย์ไว้!
"แหม! คุณลุง อย่าให้หลังเคล็ดนะ!"
หยางอวี้ซิ่วเอ่ยด้วยความห่วงใย
"ไม่เป็นไร กระดูกคุณลุงยังแข็งแรงดีอยู่!"
หลี่มู่ยิ้มพลางกล่าว
แต่ในใจกลับคิดว่า จะลองใช้วิชาแพทย์และลมปราณกุยหยวนรักษาโรคของไฉ่เอ๋อร์ได้หรือไม่?
หากรักษาโรคของไฉ่เอ๋อร์ได้ ชีวิตของหยางอวี้ซิ่วก็จะดีขึ้นมาก
"คุณลุง ฉั่นขอดื่มให้ เป็นการขอบคุณด้วย!"
หยางอวี้ซิ่วรินเหล้าเอ้อกั๋วโถวหนึ่งจอกให้หลี่มู่ แล้วยกจอกขึ้นกล่าว
ในดวงตางามของนางมีประกายน้ำตาวาววับ
วันนี้หากไม่ใช่หลี่มู่ที่ฉุดนางออกมาจากหลุมไฟ นางไม่กล้าคิด หากย่างเท้าออกไปแล้ว ชีวิตจะน่าเวทนาเพียงใด
"เฮอะ ขอบใจอะไรกัน พวกเราเหมือนคนครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจ"
หลี่มู่โบกมือ ยกจอกสุราขึ้นดื่ม
เหล้าแรงไหลลงคอ ใจพลันเกิดไออุ่นวาบขึ้นมา
นับแต่บุตรชายสิ้น เขาก็รับรู้ไออุ่นของครอบครัวได้เพียงที่บ้านของหยางอวี้ซิ่วแห่งนี้
"ความจริง วันนี้ก็เขินอยู่มาก... อวี้ซิ่วเองก็อย่าหัวเราะคุณลุงเลย แล้วก็อย่าไปบอกเพื่อนบ้านนะ... ฮิฮิ!"
หลี่มู่กินกับข้าวไปคำหนึ่งพลางยิ้มกล่าว
ไฉ่เอ๋อร์ถือจานข้าวไปกินที่ห้องนั่งเล่นแล้ว นางต้องการดูการ์ตูน
มิฉะนั้นหลี่มู่ก็จะไม่เอ่ยเรื่องนี้ต่อหน้าเด็ก
"คุณลุง ความจริงไม่เป็นไรเลย ทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่ ฉั่นเข้าใจ ฉั่นไม่เคยหัวเราะคุณลุงเลย กลับ... ฮ่าๆๆ!"
หยางอวี้ซิ่วพูดพลางก็ยกมือปิดปากหัวเราะ ใบหน้างามปรากฏแดงระเรื่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์เหล้าหรือเพราะอาย
ต้องยอมรับว่า หยางอวี้ซิ่วขณะนี้ดูดีเป็นพิเศษ หลี่มู่ก็อดไม่ได้ที่จะมองหลายตา
ให้ตาย!
เกิดอะไรขึ้น?
หรือว่าร่างกายอ่อนวัยลง ความคิดทางด้านนั้นก็คึกคักขึ้นด้วย?
หลี่มู่ประหลาดใจ รีบเลื่อนสายตาออกจากหยางอวี้ซิ่ว
แต่ก่อนเขาย่อมไม่มองอวี้ซิ่วเช่นนี้แน่
เขารู้สึกเหมือนไม่ใช่แค่ร่างที่อ่อนวัย วิญญาณของเขาก็อ่อนวัยลงด้วย
ความคิดหนึ่งที่เกือบหลงลืมไปแล้วก็ฟื้นคืนมา
ความคิดนี้ไม่ใช่เพียงแรงปรารถนาดิบ แต่เหมือนยังมีความรู้สึกทางกามารมณ์ที่คุกรุ่น?
"กลับอะไรหรือ?"
หลี่มู่ประคับประคองจิตให้นิ่ง กระพริบตาถาม
"ฮ่าๆๆ ฉั่นบอกแล้ว ท่านอย่าได้โกรธ แล้วก็อย่าหัวเราะเยาะฉั่นเลย"
อาจเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ หยางอวี้ซิ่วจึงกล้าขึ้นและปล่อยตัว
ที่จริงนิสัยของนางก็ร่าเริงตามสบายอยู่แล้ว บางครั้งต่อหน้าหลี่มู่ก็เล่าเรื่องสัปดนเล็กๆ น้อยๆ ได้
"ฮิฮิ เจ้าไม่หัวเราะข้า ข้าก็อามิตตพุทธแล้ว ข้าจะหัวเราะเจ้าได้อย่างไร?"
"ฉั่นประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าคุณลุงอายุขนาดนี้แล้ว สมรรถภาพด้านนั้นยังอยู่! ไม่อย่างนั้น อย่างไรก็คงไม่ไปที่แบบนั้นกระมัง? ฮ่าๆ!"
"...เอ่อ เอ่อ... เกี๊ยววันนี้ทำอร่อยมาก..."
หลี่มู่หน้าแก่แดงก่ำ เปลี่ยนเรื่องทันที
ตุบ!
"อ๊ะ... คุณแม่... คุณแม่ หนู... หนูเจ็บหน้าอกจังเลย... เจ็บ..."
ขณะนั้นเอง ไฉ่เอ๋อร์ที่กำลังกินเกี๊ยวในห้องรับแขกก็ทรุดลงกับพื้น แล้วกุมหน้าอก ร้องไห้เสียงดังขึ้น