เจ้าหน้าที่ฝ่ายให้ความรู้เหล่านั้น นอกจากแนะนำถึงผลกระทบของ “ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันแบบควบคุมได้” ต่ออนาคตมนุษยชาติแล้ว ยังเล่าถึงประวัติของหวังไห่หยางจนถึงปัจจุบันอีกด้วย
พวกเขากล่าวว่า ครั้งยังหนุ่มหวังไห่หยางไปศึกษายังต่างประเทศ เป็นคนหลักแหลมกิตติศัพท์ก้องวงการฟิสิกส์ ได้รับความเมตตาจากผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนมาก ทั้งยังมีหลายชาติยื่นข้อเสนอด้วยเม็ดเงินมหาศาลเพื่อชวนให้ไปตั้งถิ่นฐาน
ในเวลานั้น เซี่ยกั๋วเพิ่งสิ้นสุดสงครามหยก ๆ ทุกสิ่งอย่างในประเทศรอการฟื้นฟู ไม่อาจเทียบกับความเจริญรุ่งเรืองของต่างแดน
ทว่าเขากลับตัดสินใจเด็ดเดี่ยวปฏิเสธคำเชิญของประเทศที่ก้าวหน้า ไม่สนใจผลตอบแทนงามล้ำใด ๆ เลือกกลับสู่เซี่ยกั๋วที่ล้าหลังและยากจน เพื่ออุทิศตนแก่ประเทศบ้านเกิด
แล้วยังเล่าถึงหวังไห่หยางที่กัดฟันสู้กับเงื่อนไขงานอันทุลักทุเลภายในประเทศ ซ้ำซากนานกว่าสิบปีเหมือนวัน ๆ เดียว ทลายอุปสรรคทางเทคนิคมากมายให้เซี่ยกั๋ว หลายครั้งล้มเจ็บคาหน้าที่
อีกทั้งยังว่าหวังไห่หยางมีนิสัยเรียบง่าย ไม่เคยวางมาด เปี่ยมเสน่ห์น่าเข้าหา สุภาพนบนอบต่อทุกคน และกระทำตนเป็นแบบอย่าง
พร้อมบอกด้วยว่าหวังไห่หยางอายุเจ็ดสิบปีแล้ว ยังคงตะลุยแนวหน้างานวิจัย พร้อมกันนั้นยังไปสอนหนังสือตามโรงเรียน
เคยมีนักข่าวถามเขาว่า บัดนี้มีผลงานพูนล้น ทั้งอายุก็มากแล้ว เหตุใดจึงไม่เกษียณ ใช้ชีวิตสบาย ๆ ละเมียดละไมกับหลาน ๆ
หวังไห่หยางตอบว่า “ผมจะเกษียณไปทำไมกัน? ยุวชนเข้มแข็ง ประเทศก็เข้มแข็ง
ตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจอยู่ ผมจะทำให้เด็ก ๆ ของเซี่ยกั๋วรู้จักฟิสิกส์ ชอบฟิสิกส์ ตกหลุมรักฟิสิกส์ แล้วให้พวกเขาสร้างคุณูปการแก่ความเข้มแข็งของชาติ!”
