เจียงสี่จูยืนอยู่ในลานบ้านตัวเองตอนนี้
ที่นี่เป็นบ้านที่เธอกับเฉินชิงซานขอจัดสรรหลังจากแต่งงานกัน
เทียบกับบ้านของหลิวเหวินฮั่นที่จัดระเบียบเป็นอย่างดี มีทั้งผักทั้งดอกไม้
บ้านเธอนี่ราวกับสลัม ลานบ้านมีแต่พื้นดิน
โล่งว่างเปล่า
บ่อน้ำข้างแท่นสูบน้ำตรงมุมกำแพง มีอ่างล้างหน้าสีแดงลายดอกโบตั๋นแบบเคลือบวางอยู่
เสื้อผ้าเปื้อนที่โยนทิ้งไว้ล้นออกมา
ประตูห้องโถงเปิดอ้าไว้ ข้างในก็โล่งว่าง
มีแค่เก้าอี้เล็กตัวเดียว โต๊ะตัวหนึ่งที่ต้องใช้ก้อนอิฐหนุนสี่มุม พื้นห้องโถงก็เป็นพื้นดินล้วน ไม่ได้ปูกระเบื้องเลยสักแผ่น
ในครัวยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เจียงสี่จูไปบ้านหลิวเหวินฮั่นทำกับข้าวให้เขาทุกวัน
แล้วยังควักเงินตัวเองซื้อกับข้าวอีก
ย้ายเข้ามาสองเดือนแล้ว ที่บ้านตัวเองยังไม่มีแม้แต่เตาถ่าน สภาพมีแค่เตาฟืน แต่ก็ไม่มีฟืนเท่าไหร่
ฟืนแห้งที่เฉินชิงซานซื้อให้ ตัวเดิมก็เอาไปขนให้บ้านหลิวเหวินฮั่นใช้หมด
ปกติตัวเดิมนอกจากวันที่เฉินชิงซานกลับบ้านไม่กี่วันในแต่ละเดือนแล้ว ส่วนใหญ่ก็กินข้าวที่บ้านหลิวเหวินฮั่น ความสัมพันธ์สามคนมันทั้งนอกลู่นอกทางและประหลาดประสานอย่างน่าพิศวง
ตอนที่ตัวเดิมมา มีเงิน 27 หยวนติดตัว
ค่าเดินทางมาและค่าโรงแรมใช้ไป 5 หยวน
ตอนทำกับข้าวที่บ้านตัวเอง ก็ใช้ไปไม่กี่สตางค์
หลังจากหลิวเหวินฮั่นย้ายมา ตัวเดิมก็ไปซื้อเนื้อสัตว์มาทำอาหารไม่น้อยเลยเพื่ออวดฝีมือการครัว
จะว่าใช้เงินตัวเดิมก็ใช่ แต่สมุดคูปองข้าวกับสมุดคูปองเนื้อก็ใช้ของเฉินชิงซาน
หนึ่งเดือนผ่านไป เงิน 22 หยวน หมดเกลี้ยง
ก่อนที่เฉินชิงซานจะออกปฏิบัติภารกิจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตัวเดิมด่าเขายาวเป็นชั่วโมง เพื่อรีดเอาเงินห้าหยวนจากมือเขามา และเกือบจะใช้หมดแล้ว
บ้านที่หน่วยทหารจัดสรรให้นี่เล็กมาก เพราะไม่มีลูก จึงเป็นแค่แบบหนึ่งห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นหนึ่งห้องครัว กับมีลานบ้านเล็ก ๆ
ไม่มีห้องน้ำ
ที่มุมลานมีส้วมหลุมย่อตัวได้ที่พอคนเดียวจะยอง ๆ ลงไป คั่นด้วยกำแพงอิฐเตี้ยสองด้าน
ด้านบนไม่มีแม้แต่เพิงกันฝน วันที่ฝนตกถ้าจะเข้าส้วมต้องกางร่ม
ขนาดนี้ยังเป็นของที่ผู้พักอาศัยก่อนหน้าเหลือทิ้งไว้
ปกติเธอนอนในห้องนอนที่มีแค่เตียงเดียว โต๊ะโกโรโกโสอีกหนึ่งตัว ฝาผนังห้องนอนตรงที่เตียงชิดนั้นมีกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าแปะอยู่
ทั้งบ้านไม่มีแม้แต่สีขาวกำแพง เป็นปูนเปลือยขรุขระสไตล์สงครามกลางเมือง
บอกว่าสี่ด้านมีแค่ฝาบ้านก็ไม่เกินจริงเลย
ขนาดเก้าอี้เล็กยังมีแค่ตัวเดียว
ปกติเฉินชิงซานกลับมาก็ปูเสื่อหลับพื้นห้องโถง
แต่เขาก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน ก็แค่แต่งงานสองเดือน จำนวนครั้งที่กลับมานับด้วยสองมือก็ยังได้
ตอนนี้เพิ่งเข้าหน้าร้อน เจียงสี่จูสวมกางเกงผ้าป่านขายาวสีดำ รองเท้าผ้าใบพื้นเป็นชั้น ๆ สีดำ เสื้อเชิ้ตลายดอกเล็กสีน้ำเงิน
ผมยาวดำขลับถักเป็นเปียประบ่า
เธอนั่งบนธรณีประตูห้องโถงทบทวนเนื้อหาจากหนังสือต้นฉบับ นี่คือหนังสือชื่อ "ชีวิตคู่วันหวานในกองทัพยุค 60"
หนังสือเล่มนี้พูดถึงชีวิตประจำวันหวานชื่นของนายทหารใหญ่หลิวเหวินฮั่นและภรรยาคนสวยโจวเสวี่ยอิง
สองคนช่วยเหลือกัน ก้าวหน้าไปด้วยกัน จากเตียนหนานไปถึงเมืองหลวง ผ่านเรื่องคลางแคลงใจ เข้าใจผิด และความยากลำบากต่าง ๆ สุดท้ายก็ได้เป็นคู่สามีภรรยาต้นแบบที่น่าอิจฉา
ส่วนนางเจียงสี่จู ตามเนื้อเรื่องในหนังสือ เมื่อครู่ตอนทะเลาะกัน เธอพลาดท่าสะดุดล้ม หัวฟาดพื้นเอง แล้วก็ตายสนิท
สามีของนาง เฉินชิงซาน สถานะไม่ธรรมดาเลย ไม่ธรรมดายังไงนั้น ในหนังสือไม่ได้เขียน
เพราะเฉินชิงซานก็เหมือนกับนาง คือตัวประกอบตายเร็ว
ทั้งเรื่องมีบทให้เขาน้อยกว่านางอีก จำได้แค่ว่าหลังจากตัวเดิมตายได้ไม่กี่เดือน เฉินชิงซานก็ตายในสนามรบ เขาเป็นทหารรุ่นที่สามที่ปู่กับพ่อก็เจ๋งพอกัน
แล้วยังเป็นเพราะหลิวเหวินฮั่นไม่ได้สนับสนุนทันการณ์ด้วย ทางกองบัญชาการใหญ่เตียนหนานและเมืองหลวงต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก หลิวเหวินฮั่นจึงถูกสอบสวนและควบคุมตัวอย่างเข้มงวดที่สุด
ระหว่างนี้ นางเอกโจวเสวี่ยอิงไม่ยอมทอดทิ้ง พาลูกมาเป็นกำลังใจอย่างเข้มแข็ง ก็เลยสะกิดหัวใจเขาได้จริง ๆ
นับแต่นั้นมา สองคนก็เปิดใจให้กัน ยอมรับกันและกันอย่างสมบูรณ์
นี่ล่ะคือความหมายในการดำรงอยู่ของเฉินชิงซานที่เป็นทายาททหารรุ่นสามมีภูมิหลัง
ส่วนความหมายในการดำรงอยู่ของนาง คู่หมั้นเก่าผู้ไร้เหตุผลที่คลั่งรักไม่ลืมหูลืมตา ก็คือเป็นตัวประสานความรู้สึกของพระเอกนางเอก
เป็นตัวเร่งแต่งงานมีลูกของพระเอกนางเอกอีกต่างหาก
พวกนางที่เป็นตัวประกอบสามีภรรยากัน ก็ล้วนมีบทบาทที่สำคัญยิ่งในหนังสือต้นฉบับ
เจียงสี่จูกำลังซาบซึ้งใจกับชีวิตของเฉินชิงซานผู้มีชะตากรรมเดียวกันอยู่
ประตูลานบ้านก็ดังเอี๊ยดอ๊าด มีคนผลักเข้ามาจากข้างนอก
เจียงสี่จูเงยหน้าขึ้น สามีตัวประกอบตายเร็ว สะพายกระเป๋าเป้สีเขียวทหาร มือหิ้วปิ่นโตเดินเข้ามา
รองเท้าผ้าใบกึ่งทหารสีเขียวเปื้อนโคลนสีเหลืองเต็มคู่
ชุดทหารสีเขียวก็มีรอยเปื้อนโคลนเต็มไปหมด ใบหน้าที่ดำอยู่แล้ว กลับมีหนวดเครายาวประมาณหนึ่งนิ้วงอกเต็ม
"อ้าว~ นายกลับมาแล้วเหรอ"
เจียงสี่จูลุกขึ้นยืน ชะโงกไปยืนที่ข้างประตู ทักทายอย่างกระตือรือร้น
นางตัดสินใจจะปรับความสัมพันธ์กับสามีชั่วคราวคนนี้ให้ดีก่อน
ก็ต่างเป็นตัวประกอบทั้งคู่ ก็ต้องช่วยเหลือกันสิ
พลางพูดพลางนางก็สำรวจสามีที่เหมือนมนุษย์ป่าของตน
เอ่อ...นี่...ถึงจะรู้มาก่อนว่าเขาสกปรก
แต่จากความทรงจำ กับได้เห็นกับตา มันก็ต่างกันนะ นี่นางแต่งงานกับมนุษย์วานรหรือไง?
นางเพิ่งทักทายเสร็จ ชายหนุ่มไร้อารมณ์ก็เดินผ่านนางไป พัดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวตลบขึ้นมา
นางเหลืออด จามออกมาติด ๆ กันหลายครั้ง
"ฮัดชิ่ว! ฮัดชิ่ว!"
เฉินชิงซานโยนเป้สะพายกันน้ำลงบนพื้นห้องโถงที่โล่งกว้าง
ใช้เท้าเขี่ยเก้าอี้เตี้ยทรงสี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ ให้เลื่อนมาชิดโต๊ะพัง ๆ
โต๊ะกับเก้าอี้ก็เตี้ยทั้งคู่ เขานั่งลงแล้วก็รู้สึกอึดอัด
หยิบปิ่นโตสองกล่องออกมาจากถุงตาข่าย
กล่องหนึ่งมีหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงอัดแน่นอยู่
อีกกล่องเป็นข้าวอัดแน่น หยิบกินข้าวเปล่าคำหนึ่งก่อนรองท้อง
แล้วก็ราดน้ำหมูสามชั้นลงบนข้าว
สวบเข้าไปคำสองคำ ข้าวในกล่องก็หายไปเกือบครึ่ง
จากนั้นใช้เท้าเขี่ยเป้กันน้ำที่อยู่ข้าง ๆ ให้เข้ามา หยิบกระป๋องทรงเกือกม้าออกมาจากกระเป๋าด้านนอกเล็ก ๆ
ใช้ตะเกียบงัดเปิดกระป๋อง ข้างในเป็นมะเขือยาวผัดถั่วฝักยาวอัดแน่นเต็มกล่อง มีน้ำมันเคลือบอยู่ด้านบน
เขาหยิบตะเกียบคีบทั้งหมดเทลงกล่องข้าว
เจียงสี่จูทนกลิ่นไม่ไหวจริง ๆ ต้องเอาเศษผ้าปิดจมูก ยืนอยู่หน้าประตูห้องโถง
มองดูเฉินชิงซานที่ทั้งหน้าตาและมารยาทในการกินล้วนดุดันหยาบคาย รู้สึกว่าความคิดของตัวเองมันนอกลู่
เมื่อกี้นางยังคิดว่า...ถ้าเฉินชิงซานจะต้องสละชีพตามในหนังสือต้นฉบับจริง ๆ ขอแค่นางไม่หย่า ต่อไปก็จะได้รับเบี้ยบำนาญ
ถ้านางใจแข็งกว่านี้ ฉุดเขามามีลูกด้วยกันสักคน แค่ลูกใช้นามสกุลเฉิน แม่ยังไงก็ได้อานิสงส์ไปด้วย
แต่...มันกินลงยากจริง ๆ
มารยาทการกินแบบนี้...นี่ลูกหลานผู้ดีจริงหรือ?
แน่ใจนะว่าไม่ใช่คนจรจัด?
แต่มันก็เข้ากับสไตล์ของเขาที่ทำเป็นประจำ
ยกเว้นตอนที่ทั้งสองคนถูกจับได้ในโรงแรมครั้งแรก กับวันที่ไปรับทะเบียนสมรส เฉินชิงซานถึงจะไม่มีหนวดเคราและไม่ส่งกลิ่น
หลังจากนั้นที่เจอกันทุกครั้ง เขาก็อยู่ในสภาพนี้
ตัวเหม็นตุ ๆ เข้ามาก็กิน กินอิ่มก็นอน ตื่นมาก็ไป
นางจำได้ว่าตอนเฉินชิงซานไม่มีหนวดเคราหน้าตาเป็นยังไง ถึงจะไม่ใช่คิ้วคมดั่งกระบี่ตาดั่งดวงดาวของหลิวเหวินฮั่น
แต่ก็ดูหล่อคมเข้ม นัยน์ตาดำเป็นประกาย
แค่ผิวคล้ำหน่อย เลยทำให้คนมองข้ามรูปหน้าไปง่าย ๆ จัดเป็นรูปหน้าที่ดูแมน ๆ มุ่งมั่น
เรื่องนี้ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ...เขาเหม็นเกินไป นางรับไม่ได้!
เจียงสี่จูวางแผนที่จะมีลูกกับเขาลงไปก่อน
พร้อมกับปล่อยมือที่ปิดจมูกสาวเท้าเดินไปทางโต๊ะตัวเดียวในห้องโถงนั้น เดิมทีคิดจะนั่งตรงข้ามแล้วพูดกับเขา
แต่...บ้านจนเกินไป มีเก้าอี้แค่ตัวเดียว
นางจึงได้แต่เดินไปจนถึงโต๊ะ มองลงมาจากข้างบนใส่ชายหนุ่มที่ง่ำอยู่ตะกรุมตะกราม
"สหายเฉินชิงซาน คุณช่วยพาฉันไปที่ตู้โทรศัพท์หน่อยได้ไหม ฉันอยากโทรไปที่บ้าน"
นางพูดด้วยท่าทีจริงใจ น้ำเสียงนุ่มนวล
กลัวว่าเขาจะผูกใจเจ็บแล้วไม่ยอม
ตัวเดิมไม่เคยเจอเฉินชิงซานครั้งไหนโดยไม่ตะเบ็งเสียเสียงขึ้นจมูกเลย คำพวกนั้น...สกปรกยิ่งกว่าตัวเฉินชิงซานเสียอีก
คราวที่แล้ว เพื่อเงินห้าหยวน ตัวเดิมยืนด่าทุกคำไม่ซ้ำหน้ายาวหนึ่งชั่วโมง!
ระหว่างนั้นไม่ได้ดื่มน้ำแม้แต่คำ
ระดับความเก่งกาจขนาดนี้ แต่กลับถูกหลิวเหวินฮั่นหลอกใช้
น่าโมโหจริง ๆ
นางจะโทรไปหาพ่อของตัวเดิม ให้พ่อรู้ว่าหลิวเหวินฮั่นเป็นหมาป่าขาวที่ใจดำแค่ไหน!
ตัวเดิมเป็นพวกคลั่งรักไม่ลืมหูลืมตา
ถูกหลิวเหวินฮั่นหลอกให้ไปบอกที่บ้านว่าหลิวโก่วต้านเปลี่ยนชื่อแล้ว เรียกว่าเฉินชิงซาน
ให้ที่บ้านร่วมมือในการตรวจสอบประวัติในการขออนุมัติสมรส พร้อมกับย้ายทะเบียนบ้านและข้าวปลาอาหารของนางมาด้วย
หลิวเหวินฮั่นยังใช้คำพูดสวยหรูกับตัวเดิมว่าก็เพื่อชื่อเสียงของนาง
ไม่อย่างนั้นถ้าให้คนที่บ้านรู้ว่านางกับเฉินชิงซานทำอะไรกัน ก็จะถูกด่าว่าไม่ระวังตัว ทำลายชื่อเสียง
อย่างนี้คนที่บ้านเลยเข้าใจว่าตัวเดิมกับหลิวโก่วต้านแต่งงานกันแล้ว
เลยวางใจอยู่บ้าน ใครทำไร่ก็ทำไร่ ใครสอนหนังสือก็สอนหนังสือตามเดิม