บทที่ 2 โหลวเยียนซุย คุณชายสี่แห่งสกุลโหลว
“ผู้หญิงในไห่เฉิงมีตั้งมากมาย ท่านต้าซ่วยไฉนจึงรับนางเข้าบ้าน”
ขณะที่หม่าวหม่าวกำลังกินขนมปังกรอบอย่างเอร็ดอร่อย บรรดาภรรยาในห้องนั่งเล่นก็กำลังงุนงงเช่นกัน
ก่อนที่เซี่ยเสี่ยวเซียงจะมาถึง พวกนางได้สืบสาวราวเรื่องของแม่ลูกคู่นี้จนกระจ่างแล้ว
แม่ม่ายลูกติดที่มาจากชนบท ดั้นด้นมาหากิน เช่าห้องอยู่ในสลัมทางทิศใต้ของเมือง ตัวหนังสือก็อ่านไม่ออก ก่อนมาสกุลโหลว เซี่ยเสี่ยวเซียงทำงานเป็นกรรมกรในโรงงาน นอกจากยังสาวและสวยอยู่บ้าง ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น
แต่ในไห่เฉิงมีผู้หญิงสาวสวยมากมาย หญิงม่ายมีลูกติดอย่างนาง มีอะไรให้ท่านต้าซ่วยต้องตาถูกใจ
อนุภรรยาคนที่สามขยับมานั่งข้างภรรยาหลวง แล้วถามนางว่า “ท่านต้าซ่วยจะรับนางเข้าบ้าน ไม่ได้ว่าอะไรอีกจริง ๆ หรือ”
ภรรยาหลวงยิ้มพลางกล่าว “จะว่าอะไรได้เล่า นางเคยช่วยชีวิตท่านต้าซ่วยไว้ พอเข้ามาก็เป็นคนในครอบครัว อยู่ดีกินดีไปก็แล้วกัน”
อนุภรรยาคนที่สามว่า “พระคุณช่วยชีวิตไฉนจึงตอบแทนไม่ได้ ให้เงิน ซึ้งน้ำใจ ยังต้องรับคนเข้าบ้านอีกหรือ ชีวิตนี้จะอยู่ดีไหม ข้าว่าคงยาก”
“ข้าว่าลูกสาวนางก็น่ารักดี” อนุภรรยาคนที่สองซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ พลันพูดแทรกขึ้นมา
ทั้งสี่คนเงียบไปทันที
พวกนางต่างนึกถึงเสียงเรียก “อาเหนียง” เมื่อครู่ขึ้นมาพร้อมกัน
ท่านแม่ทัพโหลวมีภรรยาหลวงหนึ่งคนและอนุภรรยาสามคน มีบุตรชายอีกสี่คน บุตรชายทั้งสี่ล้วนเกิดจากภรรยาหลวง อนุภรรยาทั้งสามไม่เคยมีบุตรสักคน
คุณชายทั้งสี่ของสกุลโหลวก็ล้วนเติบใหญ่ มีกิจธุระของตนให้วุ่นวาย ไม่อาจใกล้ชิดเหมือนตอนเด็ก ๆ ภรรยาทั้งหลายยามอยู่บ้านจึงเงียบเหงา ทำได้เพียงแหย่แมวหยอกหมา
จู่ ๆ ก็มีเด็กน้อยอายุสามขวบกว่าโผล่มา หน้าตาผุดผาดราวหยกเจียระไน ประดับด้วยรอยยิ้มหวานเอ่ยเรียก “อาเหนียง” น้ำเสียงอ่อนละมุน ชวนให้ใจอ่อนยวบจนตั้งรับแทบไม่ทัน
แม้แต่อนุภรรยาคนที่สามที่ปากร้ายที่สุด ตอนนี้ก็พลันหยุดพูดกะทันหัน
ในขณะนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียง “ตึง” ดังสนั่นจากชั้นบน คล้ายมีสิ่งของหนักตกกระแทกพื้น
ภรรยาหลวงสีหน้าเปลี่ยนไปฉับพลัน ลุกขึ้นทันที “อาเสวย!”
……
โหลวเยียนซุยพาดกายบนพื้นอย่างอนาถ อกกระเพื่อมรุนแรง
เขายันร่างอันหนักอึ้งของตนด้วยแขนที่สั่นเทา พยายามให้ตัวเองลุกนั่งขึ้น แม้จะเป็นแค่ท่วงท่าง่าย ๆ แต่ก็สูบพลังทั้งร่างจนหมดสิ้น เขาทิ้งตัวพิงขอบเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง
เหงื่อเม็ดเป้งไหลรินจากหน้าผาก โหลวเยียนซุยทุบขาตัวเองอย่างเดือดดาลด้วยหมัด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความอัปยศ
เพราะขาทั้งสองที่เคยแข็งแรงทรงพลังของเขา บัดนี้กลับไร้ความรู้สึกเหมือนเศษโคลน กลายเป็นภาระอันหนักอึ้ง
ตัวเขาเองที่เดินไม่ได้ ก็คือไอ้ขยะไร้ค่า
“พี่ใหญ่ ไฉนต้องตีตัวเองด้วย”
จู่ ๆ ข้าง ๆ ก็มีน้ำเสียงเด็กเล็กอ่อนละมุนดังขึ้น
โหลวเยียนซุยเงยหน้ามอง ก็เห็นหัวน้อย ๆ ปุกปุยโผล่พ้นขอบประตู ดวงตาสีดำขลับกลมโตจ้องมองเข้ามาอย่างสงสัยใคร่รู้
โหลวเยียนซุยตะลึง “เจ้าคือใคร”
ในเรือนเขามีเด็กน้อยตั้งแต่เมื่อใด
หม่าวหม่าวเชิดอกขึ้นด้วยความมั่นใจ แนะนำตัวเองว่า “ข้าคือหม่าวหม่าว!”
โหลวเยียนซุย “……”
แล้วหม่าวหม่าวคือใครกัน
ทว่าสาวน้อยกลับเดินเข้ามาอย่างไม่ถือสา ร่างเล็ก ขาสั้น เดินตุปัดตุเป๋เหมือนเพนกวินอ้วน ปมผมเล็ก ๆ บนหัวไหวติง ๆ
โหลวเยียนซุยยังไม่ทันตั้งตัว เพนกวินน้อยก็เดินมาถึงตรงหน้า
หม่าวหม่าวทิ้งก้นตุ้ยนุ้ยลงนั่งข้างเขา ถอนหายใจยาวเหยียด ราวกับระยะทางสั้น ๆ นี้ก็สูบแรงเหี่ยวของนางไปหมด ถึงขั้นนั่งไม่มั่นคง โยกเยกพิงร่างพี่ใหญ่
เหมือนก้อนขนมสายไหมนุ่มนิ่ม มีกลิ่นหอมน้ำนม อบอุ่นจัง นุ่มละมุนสุด ๆ
โหลวเยียนซุยไม่ผลักนางออก
“เจ้ามาอยู่ในเรือนเราได้อย่างไร”
“อาเหนียงพามา”
“อาเหนียงเจ้าคือใคร”
“อาเหนียงก็คืออาเหนียงยังไงเล่า” หม่าวหม่าวตอบอย่างเห็นเป็นเรื่องปกติ
โหลวเยียนซุย “……”
เขาเปลี่ยนวิธีถาม “พวกเจ้ามาทำอะไรในเรือนเรา”
“อาเหนียงมาเป็นภรร-ภรรยา” หม่าวหม่าวพยายามทวนคำอาเหนียง พยักหน้าคางมนอย่างหนักแน่น “อาเหนียงบอกว่า หม่าวหม่าวจะมาเป็นลูกสาว!”
โหลวเยียนซุยพอจะนึกได้บ้าง
เหมือนจะเคยได้ยินสาวใช้พูดถึง ว่าจะมีอนุภรรยาใหม่เข้าบ้านเร็ว ๆ นี้
เช่นนั้นเด็กคนนี้ก็เป็นน้องเล็กที่อนุภรรยาคนที่สี่พามาด้วยหรือ
โหลวเยียนซุยมีพี่ชายแค่สามคน ไม่มีน้องสาว เพิ่งเคยถูกเด็กเล็ก ๆ สนิทสนมด้วยอย่างนี้เป็นครั้งแรก รู้สึกแปลกใหม่
มือเล็ก ๆ ตุ้ยนุ้ยคู่หนึ่งสัมผัสลงบนขาของเขา ขาของโหลวเยียนซุยไร้ความรู้สึก ถูกนางคลึงอยู่นานกว่าเขาจะสังเกตเห็น “เจ้าทำอะไร”
“หม่าวหม่าวลูบให้พี่ใหญ่” หม่าวหม่าวตอบอย่างว่านอนสอนง่าย “ลูบ ๆ ก็ไม่เจ็บแล้ว”
โหลวเยียนซุยหน้าชา คว้ามือเล็ก ๆ ของนางไว้ ปฏิเสธเสียงแข็ง “ข้าไม่เจ็บ”
“แต่มันถูกตีเมื่อกี้” หม่าวหม่าวหดคอเล็กน้อย สีหน้าหวาดกลัว “ทุกครั้งที่อาเหนียงตีก้นหม่าวหม่าว ก้นเจ็บมากเลย หม่าวหม่าวลูบให้ เดี๋ยวขาพี่ใหญ่ก็ไม่เจ็บแล้ว”
“เจ้าอย่าแตะ!”
เขาจะรู้สึกเจ็บได้อย่างไร
ขาเขาพิการไปแล้ว ย่อมไม่มีวันรับรู้ถึงความเจ็บปวด
โหลวเยียนซุยตะคอกออกไปก็รู้ตัวว่าไม่สมควร
ถึงเขาจะมีโทสะโกรธาเท่าใด ก็ไม่ควรเอากับเด็กใสซื่อ
ก้มมอง เด็กน้อยตรงหน้าถูกเขาตะคอกใส่ นิ่งงัน สีหน้าตะลึงพรึงเพริดคล้ายถูกทำให้ชะงัก
โหลวเยียนซุยรู้สึกผิดขึ้นมาทันที “ขอโทษ……”
“พี่ใหญ่ อย่าไม่สบายใจไปเลย” หม่าวหม่าวก้มค้นกระเป๋าตัวเอง หารัว ๆ แล้วหยิบขนมปังกรอบครึ่งชิ้นออกมา ทำหน้าอาลัยอาวรณ์ยื่นให้ “ให้”
นี่คือขนมที่ภรรยาหลวงให้หม่าวหม่าวเมื่อครู่
นางพึ่งได้กินของอร่อยอย่างนี้เป็นครั้งแรก ไม่อยากกินหมดในคราวเดียว เก็บไว้ครึ่งชิ้นตั้งใจจะกินต่อคราวหน้า แต่ตอนนี้นางกลับใจกว้างแบ่งปันออกมา
หม่าวหม่าวจ้องขนมปังกรอบตาละห้อย กลืนน้ำลายเอื้อก ๆ “พี่ใหญ่ อันนี้อร่อย”
โหลวเยียนซุยเห็นรอยกัดที่ขอบขนมปังกรอบ “……” เขาไม่ได้อยากได้นักหรอก
“เจ้ากินเองเถิด ข้าไม่หิว”
หม่าวหม่าวส่ายหน้า “พี่ใหญ่กินของอร่อยจะได้สดชื่น”
โหลวเยียนซุยเปลี่ยนคำพูดอีก “ข้าไม่ชอบอันนี้”
หม่าวหม่าวนิ่งค้าง
นางอ้าปากเล็ก ๆ จ้องมองพี่ใหญ่ตรงหน้าอย่างเหลือเชื่อ
หม่าวหม่าวไม่อยากเชื่อ ขนมปังกรอบนี้แสนอร่อย เหตุใดจึงมีคนไม่ชอบได้เล่า
นางลนลาน “มัน-มันอร่อย!”
“แค่นี้มันอะไรกัน” โหลวเยียนซุยส่ายหัว มองนางร้อนใจจนปมผมบนหัวแทบจะตั้งขึ้น ก็ยิ่งแกล้งแหย่นาง “เจ้าเคยกินช็อกโกแลตหรือไม่ ของมาจากฝรั่ง หวานกว่าน้ำตาลอีก ยังมีเค้กครีม ครีมก็ขาวเหมือนหิมะ เนื้อเค้กข้างใต้ก็นุ่มฟู ในร้านอาหารฝรั่งยังมีพุดดิ้งนม ไอศกรีม……”
หม่าวหม่าวจะเคยกินของดีพวกนี้ที่ไหน
แค่ฟังเขาบรรยาย น้ำลายก็แทบไหลเป็นมัน มองด้วยแววตาเป็นประกาย
โหลวเยียนซุยขำไม่หุบ “เจ้าอยากกินหรือ”
หม่าวหม่าวพยักหน้ารัว
ปมผมเล็ก ๆ บนหัวแทบสั่นเป็นเงา
โหลวเยียนซุย “เช่นนั้นข้า……”
“อาเสวย อาเสวย!” ภรรยาหลวงวิ่งกระหืดกระหอบมา เปิดประตู “เจ้าไม่เป็นไรหรือ”
พอเห็นภาพข้างในชัด ๆ ภรรยาหลวงก็ตะลึง
บุตรชายคนที่สี่ของนางกับเด็กน้อยที่เพิ่งมาอยู่บ้าน นั่งอยู่บนพื้นด้วยกัน กลับมีรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว