เชิ่นจิงหนี่กับฉู่โหยวกลับกรุงจิงในวันรุ่งขึ้น
พวกเธอนั่งเครื่องบินส่วนตัวของจ้าวจงหลานกลับมา
ทันทีที่ถึงกรุงจิง เธอก็จมอยู่กับงานอันยุ่งวุ่นวาย
ช่วงนี้อาจจะยุ่งอยู่บ้าง เชิ่นจิงหนี่จึงมักขลุกอยู่ที่สตูดิโอ ส่วนบ้านเก่าของตระกูลเชิ่นก็อยู่ไกล เธอเลยคิดจะหาบ้านสักหลังแถวนี้
ที่จริงไม่ใช่เรื่องยากอะไร ในนามของสีหนิงหว่านมีอสังหาริมทรัพย์กับร้านค้าอยู่ไม่น้อยในย่านนี้
แต่แม่คงไม่ยอมให้เธอออกไปอยู่ข้างนอกแน่
“เฮ้อ~” เธอฟุบหน้าลงบนโต๊ะทำงานแล้วถอนหายใจ ก่อนหันไปพูดกับฉู่โหยวว่า “สองสามวันนี้ถ้าว่างก็ลองดูหน่อยว่าแถวนี้มีบ้านที่เหมาะ ๆ ไหม”
ฉู่โหยวพยักหน้า “ได้ค่ะ เจ้านาย”
ทั้งสองเพิ่งคุยกันจบ ก็แว่วเสียงของฉินมู่ฮวนดังมา
คราวก่อนเชิ่นจิงหนี่บอกว่าเธอไม่มีรสนิยม คราวนี้ฉินมู่ฮวนจึงเปลี่ยนสไตล์มาเป็นสาวไฮโซผู้เปี่ยมเสน่ห์
วันนี้เธอสวมเดรสสีชมพูสไตล์ชาแนล คลุมทับด้วยเสื้อโค้ตขนสัตว์ทรงสั้น เผยเรียวขาออกมาครึ่งหนึ่ง ก่อนสวมรองเท้าส้นสูงเดินเข้ามา
ฉินมู่ฮวนยังพาคนมาด้วย
“ทำไมคุณมาอีกแล้วล่ะ” เชิ่นจิงหนี่เอือมระอาสุด ๆ “ว่างมากหรือไง”
“ก็มาเยี่ยมคุณไง” ฉินมู่ฮวนยิ้มหน้าบาน กอดอกไว้ “ผ้าซ่งจิ้นก็ไม่ได้มา ไข่มุกราตรีก็ถูกคนของคุณจ้าวซื้อไป ฉันว่าแกลเลอรีของคุณคงไปต่อได้อีกไม่กี่วันแล้วละ”
เธอเดินเข้ามาใกล้พร้อมเสียงส้นสูงกระทบพื้น แล้วกดเสียงพูดเบา ๆ ว่า “ได้ยินว่าพ่อคุณตัดแหล่งเงินทุนด้วยเหรอ? จุ๊ ๆ น่าสงสารจัง”
“แต่ไม่ต้องห่วงนะ ถึงเราจะมีเรื่องบาดหมางกันอยู่บ้าง แต่ฉินมู่ฮวนคนนี้ไม่ใช่คนใจดำไร้คุณธรรม รอคุณไปต่อไม่ไหวเมื่อไร ฉันจะซื้อร้านพวกนี้ของคุณเอง แล้วเหลือเงินค่าขนมไว้ให้สักหน่อย”
“นี่ไง” เธอชี้ไปยังคนที่อยู่ด้านหลัง “ฉันถึงกับพานักออกแบบตกแต่งภายในมาด้วย จะได้คิดล่วงหน้าว่าต้องปรับร้านที่แต่งได้ไร้รสนิยมแบบนี้ยังไง”
